เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Soby242 วันที่: 23/06/2026
สดุดี 119 เป็นบทที่ยาวที่สุดในพระคัมภีร์และพูดถึงพระวจนะของพระเจ้าไว้มากที่สุด ในบทนี้ ผู้เขียนได้มีการเปรียบเปรย เปรียบเทียบพระคำของพระเจ้าไว้กับหลายสิ่งอย่าง ผมอยากจะยกตัวอย่างสัก 4 ประการเพื่อเป็นบทเรียนให้กับเรา
พระคำของพระเจ้าเป็นเหมือนที่ปรึกษา
ผู้เขียนเปรียบเปรยพระคำของพระเจ้าว่าเป็นที่ปรึกษาของเขา แน่นอนว่าในชีวิตของเราทุกคน เรามีช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่าเราต้องการคำปรึกษา เราอาจจะวิ่งไปหาญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนสนิทมิตรสหาย ถ้าเป็นปัจจุบันผู้คนก็อาจจะถาม Google หรือว่า AI ซึ่งก็อาจจะเป็นประโยชน์บ้าง
แต่ว่าสำหรับผู้เขียนสดุดี 119 นั้น พระคำของพระเจ้าคือที่ปรึกษาที่ดีที่สุดของเขา
สดุดี 119:24 เขียนไว้ว่า “พระโอวาทของพระองคเปนความปติยินดีของขาพระองค เปนที่ปรึกษาของขาพระองค” เสมือนหนึ่งว่า เวลาผู้เขียนต้องการคำแนะนำ คำชี้แนะ และความช่วยเหลือในการตัดสินใจต่างๆ ท่านวิ่งหาพระคำและขอคำปรึกษา ไม่น่าแปลกใจที่พระคำนั้นเป็นที่ปรึกษา เพราะว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเรานั้นเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์ และพระคัมภีร์ก็บอกว่าพระองค์เป็น “…ที่ปรึกษามหัศจรรย์….” อิสยาห์ 9:6
ความจริงนี้ทำให้เราเห็นว่า เรามีที่ปรึกษาที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุดที่เราจะหาได้ เพราะว่าเรามีพระคำของพระเจ้า เวลาท่านมีปัญหาและหาทางออกไม่เจอ พระคำเป็นที่ปรึกษาให้กับเรา
แต่ว่าสิ่งที่น่าเศร้าก็คือ เราละเลยพระคำ เราไม่ได้มาขอสติปัญญาจากพระคำ หรือแม้ว่าพระคำจะให้คำแนะนำที่ดีที่สุด แต่บางทีคนก็มองว่าล้าหลังและฟังเสียงคนมากกว่า
ผมไม่ได้บอกว่าเราฟังคำแนะนำผู้คนไม่ได้ แต่แค่บอกว่าเราในฐานะคริสเตียน พระคัมภีร์เป็นทั้งสิทธิอำนาจ และสติปัญญาที่สูงสุดที่เราจะช่วยเราผ่านพ้นช่วงเวลาต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามพระคำ อย่าลืมมาปรึกษาพระคำ เพราะว่าพระคำคือที่ปรึกษาที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเรา
พระคำของพระเจ้าเป็นเหมือนตะเกียง
ผู้เขียนบอกว่าพระคำของพระองค์ไม่เพียงแต่เป็นที่ปรึกษาที่เต็มไปด้วยสติปัญญามากมาย แต่่ว่ายังเปรียบเหมือนกับตะเกียงที่ส่องสว่างในทางเดินให้กับเขา
มีพระคำอย่างน้อย 2 ข้อ ในสดุดี 119 ที่ผู้เขียนนั้นได้พูดถึงความจริงนี้ เช่น ข้อที่ 105 เขียนไว้ว่า “พระวจนะของพระองคเปนตะเกียงแกเทาของขาพระองค และเปนความสวางแกทางของขาพระองค”
เป็นภาพเหมือนกับเราเดินในที่มืด ซึ่งอาจจะทำให้เราสดุดได้เพราะมองอะไรไม่เห็น แต่เรามีไฟฉายหรือว่าตะเกียง ก็คอยส่องทางให้เราเดินในทางที่ถูกต้อง และในข้อสั้นๆ นี้ ผู้เขียนได้พูดถึงทั้ง “ตะเกียง” และ “ความสว่าง” ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงพระคำของพระเจ้า แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ข้อที่ 128 ก็บอกว่า “เพราะฉะนั้นขาพระองคใชขอบังคับทั้งสิ้นของพระองคนำยางเทาของขาพระองค ขาพระองคเกลียดวิถีเท็จทุกทาง” ทำให้เราบทบาทของพระคำของพระองค์ในการนำทางเรา 2 เปโตร 1:19 “’และเรามีคำเผยพระวจนะที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นอีก จะเป็นการดีถ้าพวกท่านจะเอาใจใส่คำนั้น เพราะคำนั้นเป็นเสมือนตะเกียงที่ส่องสว่างในที่มืด จนกว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวรุ่งจะผุดขึ้นในใจของพวกท่าน”
โลกของเรานั้นเต็มไปด้วยคนบาปและคนบาป จึงทำให้เส้นทางที่เราเดินนั้นมืดมนไปหมด คำถามก็คือ ในการเดินในเส้นทางที่มืดมน เราจะให้อะไรเป็นตะเกียงส่องทางเรา? การศึกษาหรือ? หรือว่าสติปัญญาของเราเอง? สำหรับคริสเตียนเรา พระคำภีร์คือไฟส่องทางที่ดีที่สุด!
คนที่ไม่สนใจพระคำ ก็กำลังเดินไปในเส้นทางที่มืดมิด และไม่รู้จะไปสะดุดอะไรหรือเมื่อไหร่ แต่ว่าคนที่เดินไปด้วยพระคำของพระองค์นั้นก็มีไฟดังสปอรต์ไลท์ที่ส่องสว่างทางเดินของเรา! และที่สำคัญที่สุด พระคำนั้นเป็นตะเกียงที่ส่องสว่างและนำพาเราไปสู่ชีวิตนิรันดร์ เราจึงจะเห็นความสำคัญของพระคำที่ไม่เพียงส่องสว่างให้กับเราในแต่ละวัน แต่ชั่วนิรันดร์!!
พระคำของพระเจ้าเป็นความจริง
มีพระคำข้อหนึ่งที่สำคัญมากในกันดารวิถี 23:19 ที่เขียนถึงพระลักษณะของพระเจ้าไว้ว่า “พระเจ้าทรงไม่ใช่มนุษย์ที่จะมุสาและไม่ได้ทรงเป็นบุตรของมนุษย์ที่จะต้องกลับใจ พระองค์จะไม่ทรงทำตามที่ตรัสไว้แล้วหรือ? พระองค์จะไม่ทรงทำให้สำเร็จตามที่ทรงลั่นวาจาไว้แล้วหรือ?”
คำที่ผมอยากให้เห็นก็คือวรรคแรกที่เขียนไว้ว่า พระเจ้าไม่โกหก เราอาจจะคิดว่าเป็นคุณลักษณะของรพระเจ้าที่ไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าเราลองหยุดและไตร่ตรองดู เป็นสิ่งที่น่่าทึ่งมาก เพราะเราไม่เคยเจอคนที่ไม่เคยโกหก แต่พระเจ้าไม่โกหก และพระคำของพระองค์ก็สะท้อนความจริงนี้ด้วย ผู้เขียนสดุดี 119 จึงบอกว่าพระวจนะของพระองค์นั้นเป็นความจริงที่เราเชื่อถือได้ เพราะมันจะไม่โกหกเรา
มีหลายๆ ข้อในสดุดี 119 ที่ยืนยันถึงความจริงนี้ ข้อที่ 137-138 เขียนไว้ว่า “ขาแตพระยาหเวห พระองคชอบธรรม และกฎหมายของพระองคก็เที่ยงธรรม 138พระโอวาทที่พระองคทรงบัญชานั้นชอบธรรม
และสัตยจริงทั้งสิ้น ข้อที่ 86ข บอกว่า “…พระบัญญัติทุกขอของพระองคก็สัตยจริง” และข้อที่ 160ก ก็ได้บอกกับเราว่า “…สาระสำคัญแหงพระวจนะของพระองค คือความจริง”
เราอาจจะเชื่อใจใครไม่ได้ แต่ว่าเราเชื่อในพระเจ้าและพระคำของพระองค์ได้ เพราะเหมือนที่พระเจ้าไม่โกหก พระคำก็ไม่โกหกเช่นเดียวกัน!
พระคำของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นนิตย์
อีกหนึ่งคุณลักษณะของพระเจ้าที่ผู้เขียนสดุดี 119 นั้นนำมาเปรียบเทียบกับพระคำก็คือ การคงอยู่นิรันดร์ พระเจ้าของเราไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ เป็นอัลฟ่าและโอเมก้า! และผู้เขียนสดุดี 119 ก็บอกเช่นเดียวกันว่า…. พระคำของพระองค์นั้นดำรงอยู่เป็นนิตย์ มีพระคำหลายข้อในสดุดี 119 ที่ยืนยันถึงความจริงนี้ เช่น ข้อที่ 160ข บอกว่า “…และกฎหมายอันชอบธรรมของพระองคทุกขอดำรงอยูเปนนิตย ข้อที่ 89ข เขียนไว้ว่า “…พระวจนะของพระองคตั้งมั่นคงในสวรรค” และข้อที่ 152 ก็บอกไว้ว่า “ขาพระองคทราบนานแลวจากพระโอวาทของพระองควาพระองคทรงตั้งพระโอวาทไวเปนนิตย”
ด้วยเหตุนี้ เราเชื่อมั่นในพระคำได้ เพราะว่ามันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงทั้งวันนี้และต่อๆ ไป อาจารย์ของผมคนหนึ่งในอดีตเคยเล่าให้ฟังว่าเขาเคยเรียนกฎหมาย และเหตุที่เขาเปลี่ยนสาขาเพราะว่ามีอยู่เทอมหนึ่งเขาท่องกฎหมายทั้งเทอมเพื่อสอบ แต่ว่าตอนที่ออกมจากห้องสอบก็ได้ข่าวว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเลยเปลี่ยนใจมาศึกษากฎหมายของพระเจ้าที่คงอยู่เหมือนเดิมชั่วนิรันดร์!
เพราฉะนั้น อย่าลืมว่าพระคำของพระเจ้านั้นเป็นที่ปรึกษาใหักับเราได้ในทุกๆ เรื่อง เป็นเหมือนตะเกียงที่คอยส่องทางให้กับเรา เป็นความจริงที่เราเชื่อมั่นได้ และสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้นั้นจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ตลอดไป
ด้วยเหตุนี้ ขออย่าให้เราละเลยที่จะใช้เวลากับพระวจนะของพระองค์ในแต่ละวัน!
