คุณลักษณะของคนที่เป็นภัยต่อคริสตจักร(2)

แชร์บทความนี้

เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Monoar  วันที่: 26/11/2025

 

(ถ้าหากท่านยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 สามารถอ่านได้ที่นี่ https://drsiripong.com/คุณลักษณะของคนที่เป็นภ/)

 

3. คนที่ช่างจดจำความผิดและแสวงหาข้อบกพร่องของผู้อื่นอยู่เสมอ

ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะเหนื่อยใจมากไปกว่าการที่ต้องอยู่ร่วมกับคนที่ชอบหาข้อบกพร่องในตัวของคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา

หรือคนที่จดจำความผิดพลาดต่างๆ อย่างไม่ลดละ

ซึ่งมันไม่เพียงแต่ไม่เสริมสร้างหรือเป็นประโยชน์ต่อใครเลย

ในทางตรงกันข้าม มันส่งผลในทางลบไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นที่บริษัท องค์กร ครอบครัว หรือแม้แต่ในคริสตจักรก็ตาม

คุณลักษณะประการหนึ่งของคนประเภทนี้ก็คือจะเป็นคนที่ไม่มีความชื่นชมยินดีตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้เลย (ฟิลิปปี 4:1)

เหตุก็เพราะว่าจิตใจของเขานั้นจดจ่อไปที่ว่าวันนี้ใครทำผิดอะไรและจะจับผิดใครได้บ้าง 

อาจจะไม่ได้เป็นกับทุกคน แต่อาจจะมีคนหรือกลุ่มเป้าหมายในใจ และทำแบบนั้นซ้ำๆ

คือแทนที่จะเชื่อและมองหาส่วนดีในตัวของพี่น้องสมาชิกด้วยกัน แต่กลับมองเห็นแต่ส่วนที่แย่ในตัวของคนอื่น

ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองนั้นก็ไม่ได้ดีหรือสมบูรณ์แบบเหมือนกัน อาจจะมองไม่เห็นในส่วนของเขาเอง แต่ของคนอื่นๆ นั้นชัดเจนอยู่ตลอดเวลา

 ดังที่มีคำกล่าว “ความผิดตนเท่าเส้นผม ความผิดคนอื่นเท่าภูเขา”

พระเยซูคริสต์ไม่ได้มาเพื่อแสวงหาคนที่ดีพร้อม แต่มาเพื่อช่วยเหลือคนบาป

ถ้าเป็นพระคัมภีร์ก็ทำให้นึกถึงคำสอนของพระเยซูในมัทธิว 7:4-5 ที่บอกว่า

“ทำไมท่านมองเห็นผงในตาพี่น้องของท่าน แต่กลับมองไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน?

ท่านจะกล่าวกับพี่น้องได้อย่างไรว่า ‘ให้ฉันเขี่ยผงออกจากตาของเธอ?’

ทั้งๆ ที่มีไม้ทั้งท่อนอยู่ในตาของท่านเอง คนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน

แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้”

อาจจะเป็นคนในคริสตจักรที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังไล่จับผิดคนอื่นๆ เช่น

  • จับผิด/หาข้อบกพร่องในคำพูดของพี่น้องในคริสตจักร

  • จับผิด/หาข้อบกพร่องในการกระทำต่างๆ ของพี่น้อง

  • จับผิด/หาข้อบกพร่องของเด็กๆ/อนุชน ในโบสถ์

  • จับผิด/หาข้อบกพร่องในการเลี้ยงลูก

  • จับผิด/หาข้อบกพร่องการดำเนินงานต่างๆ ของคริสจักร เป็นต้น

คือเจอกันเมื่อไหร่ต้องลุ้นว่าวันนี้คนๆ นี้จะหาเรื่องตำหนิอะไรบ้าง

แทนที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ แก้ไข และปรับปรุงให้ดีขึ้น

ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าเมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าคนรอบข้างหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั้นบกพร่องไปหมด

เราต้องกลับมาสำรวจจิตใจของเราว่ามีอะไรบกพร่องหรือไม่

บางทีอาจจะเป็นที่เรานั้นมีอคติต่อผู้คนและสิ่งต่างๆ มากจนเกินไป

เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าคนรอบข้างหรือสิ่งต่างๆ รอบตัวเรานั้นบกพร่องไปหมด เราต้องกลับมาสำรวจจิตใจของเราว่ามีอะไรบกพร่องหรือไม่

แน่นอนว่าเราสามารถกล่าวติชมกันได้เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แต่ว่าการตำหนิและจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความรักที่แท้จริง

แม้ว่าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ว่าในคุณลักษณะของความรักท่านเปาโลก็กล่าวไว้ใน 1 โครินธ์ 13 ว่า

ความรักที่แท้จริงจะไม่มีลักษณะการช่างจดจำความผิด

คนเหล่านี้เป็นภัยต่อคริสตจักรเพราะว่าจะมีแต่บั่นทอนจิตใจของผู้คนในคริสตจักร

พระเจ้าไม่ได้เรียกให้คริสเตียนมารวมตัวกันเพื่อจับผิดกันและกัน แต่เพื่อเสริมสร้างและหนุนใจซึ่งกันและกัน

คริสเตียนเราต้องไม่ลืมว่าคริสตจักรนั้นไม่ใช่ที่ของคนที่สมบูรณ์แบบ

แต่เป็นสถานที่ของคนบาปที่ได้กลับใจและร่วมเติบใหญ่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งๆ ขึ้นในแต่ละวัน

และเราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อเป้าหมายนั้น ไม่ใช่มานั่งจับผิดกันและกันเอง

ขอให้เราทุกคนตรวจสอบจิตใจของเราพร้อมทั้งอธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน

และอย่าลืมว่าพระเยซูคริสต์ไม่ได้มาเพื่อแสวงหาคนที่ดีพร้อม แต่มาเพื่อช่วยเหลือคนบาป(ลูกา 5:32)

ให้เรามีมุมมองเดียวกันกับพระเยซูคริสต์โดยการอดทนและช่วยเหลือคนที่อาจจะมีความบกพร่องในด้านต่างๆ

แทนที่จะหาเรื่องตำหนิอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าตัวเราเองนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าทุกคน

พระเจ้าไม่ได้เรียกให้คริสเตียนมารวมตัวกันเพื่อจับผิดกันและกัน แต่เพื่อเสริมสร้างและหนุนใจซึ่งกันและกัน

4. คนที่ปราศจากความถ่อมใจแต่เต็มไปด้วยการโอ้อวด

มีเพียงไม่กี่อย่างที่พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้านั้นต่อต้าน

หนึ่งในนั้นคือ คนที่มีจิตใจที่โอ้อวด หรือสิ่งที่ตรงกันข้ามก็คือการไม่มีความถ่อมใจ

เช่น 1 เปโตร 5:5 (ซึ่งยกมาจากพระคัมภีร์เดิมอีกที) ได้เขียนไว้ว่า

“พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ”

หากมีสมาชิก 1 คนในคริสตจักรที่พระเจ้าทรงต่อต้านก็ว่าแย่แล้ว

แต่ถ้ามีมากกว่า 1 คนก็เป็นสิ่งที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งเวลาเราพูดถึงการถ่อมใจหรือการโอ้อวดนั้น เราไม่ได้พูดถึงการวางตัวหรือท่าทีของคนๆ หนึ่งในคริสตจักร(แม้ว่าจะสำคัญก็ตาม)

แต่เราพูดถึงทัศนคติ ความคิด จิตใจ และท่าทีของคนๆ ที่มีต่อหน้าพระพักต์ของพระเจ้า

เพราะบางที “การถ่อมใจ” แบบโลกนี้นั้นสร้างภาพกันได้

แต่ไม่ใช่ความถ่อมใจแบบที่พระเจ้าต้องการ เพราะมันไม่ได้มาจากจิตใจ

การโอ้อวดนั้นอาจจะเกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • บางคนอาจจะโอ้อวดในความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์หรือความสามารถอื่นๆ ที่ตนมี

  • บางคนอาจจะคิดว่าตนดีกว่าทุกคนในคริสตจักร

  • บางคนอาจจะมองว่าตนบริสุทธิ์กว่าหลายคนในคริสตจักร

  • บางคนอาจจะมองลูก/คู่สมรสของตนดีกว่าของคนอื่นหลายเท่า

  • บางคนอาจจะมองว่าตนเก่งกว่าผู้นำคริสตจักร เป็นต้น

คือแทนที่จะใช้ความรู้และของประทานต่างๆ ที่พระเจ้าประทานมาให้เพื่อเสริมสร้างคริสตจักร

กลับนำมาใช้เพื่อการยกตัวเองให้สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่วิถีและท่าทีของลูกของพระเจ้า

สิ่งที่เดินควบคู่กับการไม่ถ่อมใจนั้นไม่ใช่แค่การโอ้อวด แต่คือการเห็นแก่ตัวด้วย

ทำให้เรานึกถึงคำอธิษฐานที่เต็มไปด้วยคำโอ้อวดมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่บันทึกไว้ในลูกา 18 ซึ่งออกมาจากปากของฟาริสีท่านหนึ่งว่า

“…ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นคนฉ้อโกง

เป็นคนอธรรม และเป็นคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้

ข้าพระองค์ถืออดอาหารสองวันต่อสัปดาห์ และสิ่งสารพัดที่ข้าพระองค์หาได้

ข้าพระองค์ก็เอาทศางค์มาถวายเสมอ(ข้อที่ 11-12)”

ซึ่งเหมือนที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงปฏิเสธคำอธิษฐานของชายคนนี้

เหตุผลหนึ่งคนที่ไม่มีความถ่อมใจและเต็มไปด้วยการโอ้อวดนั้นเป็นภัยต่อคริสตจักรเพราะว่า

จุดศูนย์กลางในชีวิตของเขานั้นไม่ใช่พระเจ้า คริสตจักร หรือพี่น้องในโบสถ์ แต่คือ “ตัวเขาเอง”

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งต่างๆ ในแง่ลบที่จะตามมาก็มีไม่รู้จบ เช่น ความเห็นแก่ตัว เป็นต้น

เพราะเราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่เดินควบคู่กับการไม่ถ่อมใจนั้นไม่ใช่แค่การโอ้อวด แต่คือการเห็นแก่ตัวด้วย 

มีพระคำมากมายที่หนุนใจและกำชับให้คริสเตียนนั้นมีความถ่อมใจ

เช่น ข้อพระคัมภีร์ที่โด่งดังมากที่สุดบทหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความถ่อมใจ คือฟิลิปปี 2: 3-5 ที่เขียนไว้ว่า

อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี แต่จงถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวด้วยใจถ่อม

อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย

จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์”

ซึ่งข้อต่อๆ ไปได้พูดถึงการที่พระเยซูคริสต์ทรงถ่อมใจและลงมายังโลกนี้(ข้อที่ 6-8)

ถ้ามีใครควรโอ้อวด คนที่มีสิทธิ์ที่จะทำเต็มที่คือพระเยซู แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำ พระองค์ทรงถ่อมใจ

“ถ้ามีใครควรโอ้อวด คนที่มีสิทธิ์ที่จะทำเต็มที่คือพระเยซู แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำ พระองค์ทรงถ่อมใจ”

ในโรม 12 ท่านเปาโลก็มีการเขียนเตือนเกี่ยวกับการมองตนเองไว้ว่า

“ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทุกคนโดยพระคุณซึ่งประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า

อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดอย่างสุขุมสมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าประทานแก่ท่าน” 

เอเฟซัส 4:2 ก็มีการกำชับให้ดำเนินชีวิตสมกับลูกของพระเจ้าด้วยการ

“ถ่อมใจและมีความสุภาพอ่อนโยนอยู่เสมอ” เป็นต้น

จิตใจที่หยิ่งผยองมีแต่ทำร้ายตนเองและคนรอบข้าง(รวมถึงคริสตจักร)

แต่ความถ่อมใจนั้นเป็นพระพรต่อตนเองและผู้อื่น(รวมถึงคริสตจักร)

1 เปโตร 5:5 จึงเขียนไว้ว่า “พระเจ้าทรงต่อสู้คนที่หยิ่งจองหอง แต่ประทานพระคุณแก่คนที่ถ่อมใจ”

ขอพระเจ้าประทานจิตใจที่เต็มไปด้วยความถ่อมใจให้กับเราแต่ละคน

เพื่อที่เราจะได้ดำเนินชีวิตให้สมกับที่ได้รับพระคุณของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นที่คริสตจักรหรือสถานที่ใดก็ตาม

“จิตใจที่หยิ่งผยองมีแต่ทำร้ายตนเองและคนรอบข้าง แต่ความถ่อมใจนั้นเป็นพระพรต่อตนเองและผู้อื่น”

(กรุณาอ่านต่อในตอนต่อไป…)

Scroll to Top