เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: SarahRichterArt วันที่: 19/11/2025
ภัยจากคนใกล้ตัว
ในชีวิตการรับใช้ของพระเยซู คนที่ทรยศ (และทอดทิ้งพระองค์) นั้นไม่ใช่ “คนภายนอก” แต่คือคนที่อยู่ “วงใน” และ “ใกล้ชิด” พระองค์มากที่สุด
ในประวัติศาสตร์ของคริสจักรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรนั้นไม่ได้มาจาก “คนภายนอก” แต่มาจาก “คนในคริสตจักร”
ในชีวิตของเรา(ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่ก็ตาม) คนที่สร้างปัญหาและทำให้เราเจ็บปวดนั้นคือคนที่อยู่ “ใกล้ตัวเรา”
ในบริษัท มูลนิธิ องค์กร หรือธุรกิจอะไรก็ตาม ปัญหาหลักๆ ก็มาจากคนภายใน
ตลอดชีวิตการรับใช้ของผมตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาก็เช่น คนที่คิด พูด และทำกับผม(และคนในครอบครัว) ในทางที่ไม่ดี
นั้นไม่เคยเป็นคนอื่นคนไกล แต่คือคนที่เรา “ไว้ใจ” และ “ใกล้ชิด” มากที่สุด
สิ่งที่น่าตกใจและน่าทึ่งก็คือ ทั้งหมดนี้หลายๆ ครั้งเกิดขึ้นในบริบทของ “คริสเตียน” และ “คริสตจักร” แทบจะทั้งหมด
ต้นตอของปัญหา
คำถามก็คือ แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้น?
คำตอบตื้นๆ อันหนึ่งก็คือ เพราะธรรมชาติความบาปของมนุษย์เรา
เวลาเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิตของเราผ่านทางมือของคนที่เรารัก แม้ว่ามันยากที่เชื่อได้ แต่ในมุมหนึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ
เพราะว่าเราต่างเป็นคนบาปและมีแนวโน้มที่จะทำบาป
และเมื่อคนบาปหลากหลายแบบมารวมตัวและอยู่ร่วมกัน จึงไม่ต้องแปลกใจถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น “ในบริบทของคริสตจักร” เราจึงจะได้เห็นคนหลากหลายแบบมารวมตัวกัน
มีทั้งคุณลักษณะของคนที่เป็นพระพรและที่เป็นภัยต่อคริสตจักร
เรียนรู้และเข้าใจ
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนลักษณะใด ก็มีบทเรียนที่พระเจ้าทรงสอนเราผ่านพวกเขาได้เสมอมา
ซึ่งบทเรียนหลายอย่างเราก็เรียนรู้ด้วยรอยยิ้ม แต่ก็มีบทเรียนหลายประการที่มาพร้อมกับน้ำตา
บทเรียนบางอย่างเราก็รับมาอย่างชื่นชมยินดี แต่บางอย่างก็ด้วยความผิดหวัง
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ยังยึดมั่นในโรม 8:28 ที่เขียนไว้ว่า
“เรารู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า คือแก่คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์”
ด้วยความที่ “ปัญหา” หลายๆ อย่างเกิดขึ้นจาก “ภายใน” มากกว่าที่จะมาจาก “ภายนอก”
“ปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในคริสตจักรนั้นไม่ได้มาจาก “คนภายนอก” แต่มาจาก “คนในคริสตจักร”
บทความนี้ผมอยากจะเชิญชวนให้เราย้อนมาสำรวจสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของคริสเตียนเรา นั่นก็คือ “คริสตจักร”
และอยากจะให้เรามาไตร่ตรองเรื่อง “คุณลักษณะของคนที่เป็นภัยต่อคริสตจักร” (ซึ่งจะมีมากกว่าหนึ่งตอน)
และหวังว่าในอนาคตจะได้พูดถึง “คุณลักษณะของคนที่เป็นพรต่อคริสตจักร” เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของการเสริมสร้างคริสตจักร
ขอให้เราอ่านดูทั้งสิ่งต่างๆ เหล่านี้และตรวจว่าเราเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่?
มีคนในลักษณะดังกล่าวอยู่ในคริสตจักรของเราหรือไม่?
ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อที่เรานั้นจะกำจัดคนที่มีลักษณะดังกล่าวออกไปจากคริสตจักร
แต่เพื่อที่เราจะได้อธิษฐานเผื่อและช่วยเหลือคนเหล่านี้ ทั้งนี้ เพื่อความบริสุทธิ์และการเติบโตของคริสตจักรของพระเยซูคริสต์
1. คนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง
ผมต้องอธิบายก่อนว่าผมไม่ได้หมายถึงอะไรเพื่อกันความเข้าใจผิด
ผมไม่ได้พูดถึงการเชิญคนที่ไม่ใช่คริสเตียนมาที่โบสถ์ เพราะเราอยากเห็นทุกคนได้ยินข่าวประเสริฐและรอด
ผมไม่ได้บอกว่าการมีคนที่ไม่ใช่คริสเตียนมาร่วมนมัสการในวันอาทิตย์นี้เป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะคริสตจักรควรต้อนรับทุกคน
แต่ผมหมายถึงคนที่และมองว่าตนนั้นเป็น “คริสเตียน” แต่ว่าไม่ได้ “บังเกิดใหม่” อย่างแท้จริง
แล้วถามว่าสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไรและมันมีผลอย่างไรต่อคริสจักร?
มีความแตกต่างกันอย่างมากเพราะว่าคนที่บอกว่าเป็นคริสเตียนอาจจะบอกด้วยเหตุผลผิวเผินหลายๆ อย่างเช่น
เติบโตมาในครอบครัวคริสเตียน มาโบสถ์ตั้งแต่เด็กๆ ได้รับบัพติศมาแล้ว เป็นต้น
แม้ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ได้กล่าวนั้นไม่มีอะไรเสียหาย แต่เราต้องเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่ง “การบังเกิดใหม่”
เพราะการบังเกิดใหม่ที่แท้จริงนั้นคือคนที่ได้ตระหนักถึงความบาปของตน ได้กลับใจ/หันหลังให้กับความบาป เชื่อในพระเยซูคริสต์ และเดินตามคำสอนของพระองค์
ในยอห์น 3:5-8 พระเยซูบอกว่าคนที่ไม่ได้เกิดใหม่นั้นไม่สามารถเห็นและเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ได้
พอคนๆ หนึ่งไม่ได้บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง ก็แปลว่าแฝงอยู่ในคริสตจักรราวกับว่าเขานั้นได้เกิดใหม่แล้ว ทั้งๆ ที่ชีวิตนั้นไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง
พอไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากด้านใน เขาก็ไม่ได้มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่กับตัวเขา
ทำให้เขาไม่สามารถมองเห็น เข้าใจ และทำตามสิ่งที่พระคัมภีร์สอนได้ อีกทั้งยังฝักใฝ่อยู่ในฝ่ายเนื้อหนังด้วย
ซึ่งถ้ามีคนแบบนี้อยู่ในคริสตจักร มันก็อันตรายและเป็นอุปสรรคต่อคริสตจักรเพราะว่าแม้ว่าคนเหล่านี้จะอ้างว่าเป็นคริสเตียน
แต่ว่าในใจก็ต่อต้านทิศทางและพันธกิจต่างๆ ของพระเจ้าตามหลักพระคัมภีร์
พอไม่ได้เกิดใหม่อย่างแท้จริง เหตุผล วัตถุประสงค์ หรือความคาดหวังลึกๆ ที่เขามาโบสถ์นั้นก็จะไม่ใช่เพื่อพระเจ้า
เพื่อเสริมสร้าง หรือการรับใช้อย่างแท้จริง แต่เป็นเหตุผลทางฝ่ายโลก
ในชีวิตการรับใช้ของผมก็ได้พบปะกับผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามา บางคนอาจจะได้รู้จักกันแค่ผิวเผิน แต่หลายๆ คนก็รู้จักกันเป็นปีๆ
ยิ่งไปกว่านั้นก็มีโอกาสร่วมรับใช้พระเจ้าด้วยกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและได้พบเจอกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ร่วมกัน
การกระทำของพวกเขาก็ทำให้ผมตกใจ และสำหรับบางคนก็ทำให้ผมอดที่จะคิดไม่ได้ว่า คนๆ นี้ได้เกิดใหม่อย่างแท้จริงหรือไม่?
เหตุก็เพราะว่าการกระทำและชีวิตนั้นย้อนแย้งกับสิ่งที่พระคัมภีร์สอนอย่างสิ้นเชิง
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งที่เคยกล่าวไว้อย่างน่าคิดว่า
“สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นศิษยาภิบาลคือการนำคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง”
ผมว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องยาก แต่ว่าเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำไป
“สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งในการเป็นศิษยาภิบาลคือการนำคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่อย่างแท้จริง”
ถามว่าเราจะดูได้อย่างไรว่าใครได้เกิดใหม่หรือไม่ได้เกิดใหม่อย่างแท้จริง? มีอะไรที่เรามองเห็นได้นอกจากคำสารภาพหรือไม่?
แน่นอนว่าในมุมหนึ่ง มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ แต่ก็มีพระคำหลายๆ ข้อที่พูดถึงผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ซึ่งทำให้เราสังเกตได้ว่าคนดังกล่าวเป็นของพระเจ้าหรือไม่ เช่น
กาลาเทีย 5:19-23 ได้เปรียบเทียบการงานของทางฝ่ายเนื้อหนังของคนที่ไม่ได้เกิดใหม่กับการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของผู้เชื่อไว้ว่า
“การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การเสเพล การนับถือรูปเคารพ
การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การฉุนเฉียวกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน
การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้ซึ่งข้าพเจ้าเคยเตือนพวกท่านมาก่อนว่า
คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความยินดี
สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์ ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน”
เอเฟซัส 4:1-3 เขียนถึงคุณลักษณะหลายประการที่ควรมีในชีวิตของผู้เชื่อไว้ว่า
“คือจงถ่อมใจและมีความสุภาพอ่อนโยนอยู่เสมอ จงอดทน จงอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก
จงพยายามรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่มาจากพระวิญญาณนั้น โดยมีสันติภาพเป็นเครื่องผูกพัน”
และใน เอเฟซัส 5 ได้พูดถึงผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไว้หลายประการดังนี้ เช่น ในข้อที่ 17-20 ไว้ว่า
“เพราะเหตุนี้ อย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจว่าอะไรคือพระประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ
และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ คือร้องเพลงและสดุดีจากใจของพวกท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”
แล้วคริสตจักรควรทำอย่างไร? เราต้องอธิษฐานเผื่อคนเหล่านี้ให้ได้รับการเปลี่ยนแปลงและบังเกิดใหม่อย่างแท้จริง
และเราต้องพูดคุยและประกาศข่าวประเสริฐสำหรับคนเหล่านี้ เพื่อที่พวกเขานั้นจะได้กลับใจและบังเกิดใหม่อย่างแท้จริง
2. คนที่ปราศจากความรักอย่างแท้จริง
ถ้ามีที่หนึ่งที่ใดในโลกนี้ที่ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มันก็ควรเป็นที่คริสตจักร
เหตุก็เพราะว่าคนของพระเจ้านั้นคือคนที่ได้รับจากความรักจากพระเจ้ามากที่สุด
แม้ว่าคริสตจักรนั้นมีคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักมากมาย
แต่ก็ต้องยอมรับมีหลายคนที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น แน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับว่า “ตนไม่มีความรัก”
แต่ว่าเราจะเห็นได้จากความคิด คำพูด และการกระทำที่เขานั้นมีให้ต่อผู้อื่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บางสิ่งบางอย่างนั้นไม่ได้เป็นไปดังใจปรารถนา
ผมว่านี่คือเวลาที่ทดสอบได้ดีที่สุดเวลาหนึ่ง เพราะว่าช่วงเวลาดีๆ นั้นเราอาจจะไม่ได้เห็นตัวตนของกันและกัน
แต่ถ้าเราอยู่ด้วยกันไปนาน เราก็จะเห็นว่าจิตใจของคนๆ หนึ่งขับเคลื่อนด้วยความรักหรือสิ่งอื่นกันแน่
“ถ้ามีที่หนึ่งที่ใดในโลกนี้ที่ต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มันก็ควรเป็นที่คริสตจักร เหตุก็เพราะว่าคนของพระเจ้านั้นคือคนที่ได้รับจากความรักจากพระองค์มากที่สุด”
ถามว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนๆ หนึ่งมีความรักอย่างแท้จริงหรือไม่?
แน่นอนว่าเราไม่มีเครื่องวัดความรัก หรือเราไม่สามารถใช้ความรู้สึกตัดสินได้ (เพราะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา)
แต่ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่คนๆ หนึ่งแสดงออกมาจะพิสูจน์ว่าเขามีความรักที่แท้จริงต่อคริสตจักรและผู้คนในคริสตจักรอย่างแท้จริงหรือไม่
พระคำตอนหนึ่งที่พูดถึงคุณลักษณะของความรักได้อย่างดีเลยก็คือ 1 โครินธ์ 13:4-7 ที่เขียนไว้ว่า
“ความรักนั้นก็อดทนนานและมีใจปราณี ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในความอธรรม
แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ความรักทนได้ทุกอย่าง เชื่ออยู่เสมอ มีความหวังและความทรหดอดทนอยู่เสมอ”
ซึ่งเมื่อคนในคริสตจักรนั้นมีความรักที่แท้จริงและจริงใจต่อกันและกัน ไม่มีสิ่งใดที่เราจะผ่านไปด้วยกันไม่ได้ ไม่มีความผิดพลาดใดของพี่น้องในคริสตจักรที่เราจะช่วยเหลือและกอบกู้คืนมาไม่ได้ จึงไม่แปลกใจที่พระธรรรม 1 เปโตร 4:8 จึงเขียนไว้ว่า “’เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ จงรักกันและกันให้มาก เพราะความรักให้อภัยบาปมากมายได้”
แม้ว่าภาษาไทยจะแปลไว้ว่า “…เพราะความรักให้อภัยบาปมากมายได้” แต่ถ้าแปลตรงตัวแปลได้อีกว่า “เพราะความรักปกปิดความบาปมากมายได้” ซึ่งข้อนี้ไม่ได้แปลว่าเรามองข้ามความบาปหรือช่วยกันปกปิดความบาป แต่หมายความว่าเมื่อความรักที่เรามีในพระคริสต์ขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของเขา เราสามารถอดทนและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
แม้ว่าความหมายจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว คำที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือคำว่า “ผ่อนหนักผ่อนเบา” กัน
เช่น อะไรที่ยอมได้ก็ยอม อะไรที่มองข้ามได้ก็มองข้าม เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์หลายๆ อย่างจึงอยู่กันได้เป็นเวลานาน
เช่น ทำไมพ่อแม่ให้อภัยลูกๆ ได้แม้ว่าได้มีการกระทำผิด
หรือเหตุใดสามีภรรยาจึงให้อภัยกันและคืนดีกันหลังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายทำผิด?
เหตุผลหนึ่งก็เพราะว่าความรักที่มีให้ต่อกันนั้นใหญ่กว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้น นี่คือพลังของความรัก นี่คือวิธีที่พระเยซูคริสต์รักเราด้วย!
แต่เมื่อปราศจากความรัก ทุกอย่างจะกลายเป็นปัญหาไปหมด เรื่องเล็กก็จะเป็นเรื่องใหญ่
และเรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ทำให้ไม่ยอมมองข้ามไป
ทำให้ไม่ยอมพูดคุยกัน และจะนำมาซึ่งความโกรธและการไม่ให้อภัยกัน
ทั้งหมดนี้เพราะความรักนั้นไม่เยอะมากพอที่จะมองข้ามความผิดที่ได้เกิดขึ้น
ผมจึงเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะทำร้ายคริสตจักรและคนในคริสตจักรมากไปกว่าคนที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรักที่มาจากพระเจ้าอย่างแท้จริง
ซึ่งคนเหล่านี้เหมือนกับภูเขาไฟที่เราไม่รู้ว่าจะปะทุเมื่อใด
“ไม่มีอะไรที่จะทำร้ายคริสตจักรและคนในคริสตจักรมากไปกว่าคนที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรักที่มาจากพระเจ้า“
ดังนั้น ขอให้เราอธิษฐานเผื่อซึ่งกันที่เราจะได้มีความรักที่แท้จริงต่อกันและกัน เพราะพระเยซูเองก็ได้บอกไว้ในยอห์น 13:35 ว่า
“ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา”
(กรุณาอ่านต่อในตอนต่อไป…)
