
เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปโดย: Beasternchen วันที่: 11/11/2025
อิทธิพลของเพลงโดยทั่วไป
“ดนตรีและเพลง” มีอิทธิพลต่อจิตใจและความรู้สึกของมนุษย์เราอย่างมาก
ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนร้องไห้ เศร้า เสียใจ หรือกระโดดโลดเต้นเมื่อได้ฟังเพลงแต่ละแบบ
บางเพลงจึงใช้ในการปลุกใจและให้กำลังใจคน ในขณะเดียวกันก็ใช้ในการกล่อมเด็กให้นอน
และอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ คนเราจะจดจำเพลงและมันจะฝังลึกอยู่ในใจของเราอยู่เป็นเวลานาน
จึงไม่แปลกใจที่เราอาจจะจำอะไรหลายๆ อย่างไม่ได้ แต่ว่าเราจำเพลงเมื่อของสิบหรือยี่สิบปีที่แล้วได้ (พร้อมทั้งความทรงจำมากมายที่พ่วงมากับเพลง)
จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้คนพยายามเลือกใช้ “เพลงและดนตรี” เพื่อการสื่อสารเนื้อหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่
ด้วยอิทธิพลของเพลง อุตสหกรรมดนตรีจึงใหญมาก มีรายงานว่าเฉพาะในปี 2024 ที่ผ่านมา
มูลค่าของอุตสหกรรมดนตรีทั่วโลกนี้นั้นมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาห์สหรัฐ
อิทธิพลของเพลงในชีวิตคริสเตียน/คริสตจักร
เพลงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในมุมของโลกนี้เท่านั้น แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างสูงในชีวิตของคริสเตียนเราด้วย
ผมมองว่ามีสองอย่างในคริสตจักรที่มีอิทธิพลต่อสมาชิกในคริสตจักรมากที่สุด นั่นก็คือคำเทศนาและบทเพลงที่ใช้ร้องกัน
บางทีคนอาจจะลืมคำเทศนา ไม่ว่ามันจะดีแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าเพลงต่างจากคำเทศนา เพราะว่ามันจะตราตรึงอยู่ในใจไปอีกนาน
ผมไมได้บอกว่าเพลงสำคัญเท่ากับการเทศนา แต่แค่ชี้ให้เห็นว่าเป็นส่วนที่สำคัญเช่นกัน
เมื่อมันเป็นเช่นนั้น คริสเตียนทุกคนและคริสตจักรทุกแห่งหนต้องให้ความสำคัญกับ
เพลงที่เราใช้ร้องกันในคริสตจักร เพราะมันจะมีอิทธิพล ไม่ในทางบวกก็ทางลบ
“สองอย่างที่มีอิทธิพลต่อสมาชิกในคริสตจักรมากที่สุดก็คือคำเทศนาและบทเพลงที่ใช้ร้อง”
บทบาทของเพลงในพระคัมภีร์เดิมและใหม่
ความสำคัญของเพลงนมัสการและการนมัสการพระเจ้ามีให้เห็นทั้งในพระคัมภีร์เดิมและใหม่
ในพระคัมภีร์ฉบับเดิม พระธรรมสดุดีถือว่าเป็นหนังสือเล่มของชนชาติอิสราเอล สดุดี 1-150
จึงมีเนื้อหามากเพื่อสรรเสริญและทูลขอต่อพระเจ้า จึงไม่แปลกใจที่บางคนก็นำเนื้อหาหรือศัพท์แสงในพระธรรมสดุดีมาดัดแปลงเป็นเพลง
ย้อนกลับไปในช่วงที่ชนชาติอิสราเอลอพยพออกมาจากการเป็นทาสในประเทศอิยิปต์
ทั้งโมเสสและมิเรียมก็มีการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า (อพยพ 15:1-21)
แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับเพลงโดยตรง แต่ว่าใน 2 ซามูเอล 6 ตอนที่กษัตริย์ดาวิดได้นำหีบพันธสัญญากลับมาที่กรุงเยรูซาเล็ม ก็มี
“การเต้นรำ…โห่ร้องเสียงดัง…เป่าเขาสัตว์”(ข้อที่ 14-15) ทั้งนี้ เพื่อสรรเสริญพระเจ้า
พอมาในพระคัมภีร์ฉบับใหม่ เราก็เห็นบทเพลงสรรเสริญของมารีย์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในลูกา 1:46-55
ตอนที่ท่านเปาโลและสิลาสอยู่ในเรือนจำ กิจการ 16:25 เขียนไว้ว่า
“แต่ในเวลาประมาณเที่ยงคืน ขณะเปาโลกับสิลาสกำลังอธิษฐาน
และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและนักโทษทั้งหลายในคุกกำลังฟังอยู่”
และในจดหมายฝากก็มีคำกำชับเรื่องการร้องเพลง เช่น
เอเฟซัส 5:19 “จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณ
คือร้องเพลงและสดุดีจากใจของพวกท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า”
โคโลสี 3:16 “จงให้พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์
จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ
และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าในใจของท่าน”
เนื้อหา vs เมโลดี้
แต่แม้ว่าเราให้ความสำคัญเรื่องเพลง แต่ว่าไม่ใช่เพลงอะไรก็ได้ แต่คือ “เพลงคริสเตียน”
และไม่ใช่เพลงคริสเตียนอะไรก็ได้ แต่คือ “เพลงคริสเตียนที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า”
เพราะเราต้องยอมรับว่ามีเพลงคริสเตียนมากมายที่โด่งดังและดนตรีเพราะๆ ที่ฟังแล้วรู้สึกดี
แต่ว่า “เนื้อหา” นั้นผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่พระคัมภีร์สอน
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่าก็มีเพลงคริสเตียนมากมายที่มีเนื้อหาดีมากๆ
แต่ก็ไม่ได้เป็นที่โด่งดังหรือถูกหยิบมาร้องกัน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะดนตรีและจังหวะของเพลงหรือไม่
แต่สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ คน/คริสตจักรมักจะเลือกใช้เพลงโดยเน้นไปที่ “ดนตรีและจังหวะ”
มากกว่าที่จะเน้นไปที่ “เนื้อหาของเพลง”
แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราควรเน้นนั้นไม่ควรเป็น “ดนตรี/จังหวะ “ หรือแม้แต่ “เสียงร้อง”
(แม้ว่าทั้งสองอย่างนั้นเป็นส่วนที่สำคัญมาก) แต่คือ “เนื้อร้อง” คือต้องเป็นเพลงที่สัตย์ซื่อต่อพระคำ
แต่ก็จะดีที่สุดถ้าเป็นเพลงที่มีทั้งสองอย่างสมดุลกัน ซึ่งต้องขอบคุณพระเจ้าที่เรามีเพลงอยู่มากมายที่มีท้ังสองอย่าง
แค่อาจจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร (เช่น เพลงต่างๆ ที่อยู่ใน “เพลงแห่งชีวิตคริสเตียน”)
เมื่อเนื้อหาเป็นส่วนที่สำคัญ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ แล้วมีวิธีเบื้องต้นที่ช่วยให้เราสังเกตและแยกแยะเพลงคริสเตียนหรือไม่?
เพลงคริสเตียน 2 แบบ
แล้วมีวิธีเบื้องต้นที่ช่วยให้เราสังเกตและแยกแยะเพลงคริสเตียนหรือไม่?
ผมเชื่อว่ามีหลายวิธี แต่ว่ามีอยู่ 2 อย่างที่ผมใช้เป็นประจำ คือดูว่าเพลงๆ นั้นมี “พระเจ้า” หรือว่า “มนุษย์” เป็นศูนย์กลาง
เพลงที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางนั้นจะเป็นเพลงที่ยกย่องถึงพระลักษณะและราชกิจต่างๆ ของพระองค์
คือฟังแล้วเรารู้ได้เลยว่า “พระเอก” ของเพลงนี้คือ “พระเจ้า” เพลงเก่าๆ จำนวนมากที่เขียนก่อนปี 1900 ก็จะเป็นเพลงแนวนี้
ยกตัวอย่างเพลง “พระคุณพระเจ้า(Amazing Grace)” “พระเจ้ายิ่งใหญ่(How Great Thou Art )”
หรือ “สรรเสริญ สรรเสริญ สรเเสริญ(Holy Holy Holy)” เป็นต้น
ในทางตรงกันข้าม เพลงที่มนุษย์เป็นศูนย์กลางนั้นจะเป็นเพลงที่เน้นความสนใจไปที่ผู้แต่ง/ผู้ร้อง
กล่าวคือ พอเราได้ฟังแล้วรู้ได้เลยว่า มนุษย์คือ “พระเอก” ของเพลง
อาจจะเป็นการพูดถึงความรักหรือความรู้สึกต่างๆ ที่ผู้แต่งนั้นมีให้กับพระเจ้า
แม้ว่าการอธิบายความรู้สึกของเราต่อพระเจ้าไม่ใช่เรื่องผิด
แต่ว่าพอมาอยู่ในเพลงก็ทำให้ความสนใจมาอยู่ที่ผู้ร้อง/ผู้แต่ง แทนที่จะไปอยู่ที่พระเจ้า
เราจึงจะไม่เห็นเพลงเก่าๆ มุ่งความสนใจมากที่ผู้แต่งเลย
นี่คือวิธีคร่าวๆ ที่จะสังเกตเพลงที่ดีและเพลงที่ไม่ดี
“มีเพลงอยู่ 2 แบบหลักๆ คือเพลงที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางและเพลงที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง”
แล้วเราควรจะทำอย่างไร?
เนื่องจากเพลงมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อคริสเตียนอย่างมาก:
สำหรับนักแต่งเพลงหรือคนที่อยากแต่งเพลงคริสเตียน:
ต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจสิ่งที่พระคัมภีร์สอน/หลักศาสนศาสตร์ในระดับหนึ่ง
หรือไม่ก็ต้องแต่งควบคู่กับคนที่รู้พระคัมภีร์ เพื่อให้มั่นใจว่าเพลงที่ออกไปนั้นไม่ใช่แค่เป็นเพลงที่เพราะ แต่เป็นเพลงตรงตามหลักพระคัมภีร์
เพราะเพลงที่ดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ดนตรีและวัดกันที่เนื้อร้อง เพราะฉะนั้น นักแต่งเพลงก็ต้องให้ความสำคัญกับเนื้อร้องเป็นอันดับแรก
และขอให้เนื้อหานั้นเป็นดั่งลูกศรที่ชี้ไปหาพระเจ้า ไม่ใช่ตัวผู้แต่ง
สำหรับศิษยาภิบาลคริสตจักร:
ท่านคือผู้นำนมัสการคริสตจักรที่แท้จริง แน่นอนว่าท่านอาจจะไม่ได้เล่นดนตรีและนำร้องเพลง
แต่ท่านควรรู้ว่าคริสตจักรของท่านร้องเพลงอะไรและมันเป็นเพลงที่ดีหรือไม่
บางทีอาจจะต้องตัดบางเพลงออกหรือเพิ่มเพลงเข้าไป
ในคริสตจักรที่ผมรับใช้อยู่ ผมพยายามจะมีส่วนในการเลือกเพลงเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่เพราะว่าผมไม่ไว้ใจผู้นำนมัสการหรือผมอยากจะเข้าไปยุ่งวุ่นวาย แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเราร้องเพลงที่สอดคล้องกับพระวจนะ
ยกตัวอย่างเช่น สิ่งหนึ่งที่ผมได้ทำไว้ก็คือ ได้เลือกและคัดเพลงเกือบแปดสิบเพลงไว้ที่เชื่อว่าถูกต้องตามหลักพระคัมภีร์(และจะมีการเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ) และเบื้องต้นหนุนใจให้ผู้นำนมัสการเลือกจากเพลงเหล่านี้ก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นการคัดกรองอีกทางหนึ่ง
เคยมีพี่น้องสะดุดในเรื่องดังกล่าว แต่ผมก็ได้อธิบายเหตุผลและความตั้งใจของผมให้ได้รับรู้
ผมไม่ได้บอกว่าศิษยาภิบาลต้องทำตามผม แต่แค่อยากจะชี้ให้เห็นว่าท่านต้องมีส่วนในการคัดกรองเพลงด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพราะในมุมหนึ่ง ท่านต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผู้คนรับเข้าไปในคริสตจักร เช่นเดียวกับคำเทศานของท่าน
สำหรับผู้นำนมัสการ:
เวลาท่านเลือกเพลงนมัสการที่จะร้องในคริสตจักร ในมุมหนึ่งท่านก็กำลังเลือกสิ่งที่จะไปใส่ไว้ในหัวใจและความคิดของพี่น้องที่คริสตจักร
ท่านจึงต้องให้ความสำคัญในการเลือกเพลง อย่าแค่เลือกเพลงให้จบๆ ไปในแต่ละสัปดาห์
แต่ให้มั่นใจว่าสิ่งที่ท่านเลือกจะร้องนั้นเป็นเพลงที่มีอิทธิพลในด้านบวกต่อสมาชิกในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า (กดที่นี่เพื่ออ่านเพิ่มเติมเรื่องวิธีในการคัดกรองเพลงนมัสการสำหรับวันอาทิตย์ที่นี่)
“เราร้องเพลงสรรรเสริญพระเจ้าเพราะว่าพระองค์ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะมานั่งคุยกันเฉยๆ“
สำหรับคริสเตียน:
ระมัดระวังเพลงที่ท่านเสพ เพราะบางทีเราอาจจะคิดว่าไม่มีอะไรมาก
แต่การเสพเพลงที่ไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ก็เหมือนเป็นการนำคำสอนที่ไม่ดีเข้าไปในความคิดและหัวใจของเรา
อย่าลืมว่าเพลงนั้นสะท้อนศาสนศาสตร์ของผู้แต่ง แต่อยู่ที่ว่าเป็นศาสนศาสตร์ที่ดีหรือไม่ดี
อย่าคล้อยตามเพราะเป็นเพลงที่ยอดวิวสูงและหรือฟังแล้วทำให้เรารู้สึกดี/อบอุ่น เลือกเพลงที่สรรเสริญและยกย่องพระเจ้า
และที่สำคัญ นอกเหนือจากอ่านพระคำและอธิษฐานแล้ว ขอให้บทเพลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราในแต่ละวัน
ให้เราตอบสนองต่อสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นและทรงทำเพื่อเราด้วยการร้องเพลง!
เพราะพระเจ้าของเรานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะมานั่งคุยกันเฉยๆ!
เหมือนที่สดุดี 150 เขียนเชิญชวนไว้ว่า
“สรรเสริญพระยาห์เวห์
จงสรรเสริญพระเจ้าในสถานนมัสการของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ เพราะกิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ ตามความยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่และพิณใหญ่
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาและการเต้นรำ
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ
จงให้ทุกสิ่งที่หายใจสรรเสริญพระยาห์เวห์
สรรเสริญพระยาห์เวห์”
