
เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Mugesh Dsraj วันที่: 05/11/2025
การมี “ลูก” นั้นถือว่าเป็นสิ่งประเสริฐและน่าอัศจรรย์มากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต ไม่มีอะไรที่จะน่าชื่นชมยินดีไปมากกว่าการที่เราได้เลี้ยงดูและเห็นลูกๆ นั้นเติบโตขึ้นมา
แต่ก็ต้องยอมรับว่า “การเลี้ยงลูก” นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายและใช้พลังงานมากๆ เพราะกว่าจะเลี้ยงดูลูกให้เติบโตขึ้นมาไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย
แต่เราคริสเตียนก็เชื่อว่าอะไรที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำ พระองค์ก็จะประทานกำลังและสติปัญญาให้กับเราด้วย นั่นก็คือรวมถึงการเลี้ยงลูกด้วย
และข่าวดีก็คือ “พระเจ้า” ในฐานะที่เป็น “พ่อ” ที่สมบูรณ์แบบ ได้ให้สติปัญญาและข้อคิดไว้มากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก รวมถึงประเด็นที่เราจะมาดูในบทความนี้ด้วย
ในบทบาทของคนที่เป็นลูกๆ นั้น พระคัมภีร์เขียนกำชับให้ลูกๆ ทั้งหลายว่า “…จงเชื่อฟังบิดามารดาของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่านี่เป็นเรื่องถูกต้อง จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า” (เอเฟซัส 6:1-2, ดู โคโลสี 3:20 ท่านสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องบทบาทของลูกๆ ได้ที่นี่: https://drsiripong.com/เด็กๆ-ที่ถวายเกียรติแด่/)
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพ่อแม่มีอำนาจที่จะพูดหรือกระทำอย่างไรกับลูกก็ได้
แต่ได้ย้ำชัดถึงพ่อแม่ทุกคนในการปฏิบัติต่อลูกๆ ไว้ว่า
“…อย่ายั่วบุตรของท่านให้เกิดโทสะ แต่จงเลี้ยงดูพวกเขาด้วยการสั่งสอนและการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (เอเฟซัส 6:4ก)
คำที่ท่านเปาโลใช้คือคำว่า “ยั่ว” ซึ่งในที่นี่สื่อถึงอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำที่ส่งผลให้ลูกนั้นมีความโกรธเคือง
แต่ไม่ได้หมายความพ่อแม่จะว่ากล่าวตักเตือนลูกไม่ได้เพราะกลัวว่าลูกจะโกรธ
แต่ท่านเปาโลพยายามสื่อว่าวิธีการที่พูด การปฏิบัติ และการเลี้ยงดูของเรานั้นไม่ควรส่งผลในลูกมีความโกรธเคืองหรือความขมขืนในใจ
แม้ว่าพ่อแม่จะมีเจตนาที่ดี แต่บางทีอาจจะกลับส่งผลให้ลูกนั้นมีความโกรธที่มีต่อพ่อแม่ที่ฝั่งลึกอยู่ในหัวใจ และรอเวลาระเบิดออกมา
ท่านเปาโลให้เหตุผลของการไม่กระทำการใดๆ เพื่อ “ยั่ว” ให้ลูกโกรธไว้ว่าในโคโลสี 3:21 ไว้ว่า “…เพื่อว่าพวกเขาจะไม่ท้อใจ”
เมื่อพระคัมภีร์บอกว่าอย่า “ยั่ว” ให้ลูกๆ โกรธ คำถามที่หลีกเลี่ยงที่จะถามไม่ได้เลยก็คือ
แล้วคำพูดหรือการกระทำแบบใดของพ่อแม่ที่ส่งผลให้ลูกๆ มีความโกรธและความขมขื่นใจ?
แน่นอนว่ามีมากมายหลายอย่างที่ส่งผลให้ลูกโกรธ แต่ว่าบทความนี้อยากจะชี้ให้เห็นถึง 40 อย่างด้วยกัน
ทั้งนี้ ผมต้องชี้แจงก่อนว่า ผมไม่ได้พูดในฐานะพ่อที่ดีพร้อม และผมมีอีกหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง
แต่แค่อยากจะแบ่งปันในถานะพ่อคนหนึ่งที่มีลูก และอีกประการหนึ่ง
รายการต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดขึ้นมาเองทั้งหมด
แม้ว่าหลายอย่างในนี้มาจากประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกตลอดสิบปีที่ผ่านมา
และจากการสังเกตการณ์จากครอบครัวอื่นๆ
หลายประการก็ได้รวบรวมมาจากสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากหนังสือ บทความ และคำสอนต่างๆ ของท่านอื่น
ขอให้พ่อแม่ทุกท่านลองดูรายการทั้งหมดนี้และสำรวจชีวิตของตนในการเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กัน
- การใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ (อาจจะเป็นคำประชดประชัน คำเสียดสี คำขู่ หรือการตะคอกใส่ลูก)
- การเปรียบเทียบ ไม่ว่าเป็นระหว่างญาติพี่น้องกันเอง หรือลูกๆ ของคนอื่น
- ความคาดหวังที่สูงเกินไป
- เข้มงวดกวดขันกับลูกมากจนเกินไป
- การลงโทษเด็กๆ ด้วยเหตุผลที่ไร้สาระ
- การทำโทษเกินกว่าเหตุ
- การทำโทษบ่อยจนเกินไป
- ลืมให้เด็กเป็นเด็ก และไม่ให้เขาเติบโตตามวัย แต่ไปเร่งให้เขาเติบโตเร็วเกินไป
- คำสอนที่ไม่มีความเสมอต้นเสมอปลาย คือเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทำให้ลูกเกิดความสับสน
- กฎระเบียบใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
- พ่อกับแม่สอน/พูดไม่เหมือนกัน คือพ่อสอนอย่างหนึ่ง แต่ว่าแม้สอนอีกอย่างหนึ่ง
- ความไม่ลงลอยกันของพ่อแม่ (เช่น ทะเลาะหรือเห็นต่างกันอยู่เป็นประจำ)
- ไม่แสดงความรักต่อลูกๆ ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือการกระทำ
- ปกป้อง/ประคบประหงมลูกมากจนเกินไป
- ไม่กล้ายอมรับต่อหน้าลูกว่าตนผิด
- ไม่ยอมขอโทษลูก และไม่เคยขอให้ลูกๆ ยกโทษให้
- การไม่ยอมให้อภัยลูก
- การเงียบ/เมิน/ประชดใส่ลูกๆ
- ตามใจ/สปอยลูกมากจนเกินไป (พ่อแม่รังแกฉัน)
- ความลำเอียงในการปฏิบัติต่อลูกๆ ที่ไม่เหมือนกัน
- การละเลยที่จะดูแลเขาทั้งทางด้านร่างกายและความรู้สึก
- ตำหนิลูกได้ทุกเรื่องอยู่ตลอดเวลา
- ไม่เคยชมลูกเวลาเขาทำดีหรือชมน้อยมาก
- คำพูด/หรือการกระทำที่ทำให้ลูกๆ รู้สึกผิดและมีคุณค่าน้อยลง
- การด่าทอ ตำหนิ ทำโทษ หรือแซวลูกต่อหน้าคนอื่น
- การล้อเลียนลูก(บูลลี่)
- การทำร้ายร่างกายลูก
- การไม่รักษาสัญญา/การโกหก
- พ่อกับแม่ไม่เป็นแบบอย่างในสิ่งที่ตนสอนลูก คือสอนลูกอย่างหนึ่ง แต่ว่าทำตัวอีกแบบหนึ่ง
- การไม่ให้เวลากับลูกๆ (ในการเล่นหรือพูดคุยสนทนากัน)
- จับผิดลูกๆ อยู่ตลอดเวลา
- การไม่รับฟังเหตุผล/ความคิดเห็นของลูกๆ
- ทำโทษหรือตำหนิลูกๆ ด้วย “ความโกรธ”
- พูด/กระทำในลักษณะที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่เคยดีพอสำหรับพ่อแม่
- การด้อยค่าลูกๆ/ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่มีค่าหรือมีความบกพร่องอยู่ตลอดเวลา
- การไม่ปกป้องเขาในยามที่เขาต้องการ
- คำพูดหรือการกระทำที่แสดงให้เห็นว่าไม่ไว้ใจลูก
- การไม่ให้เขามีอิสระ/ความเป็นส่วนตัว (ตามขอบเขตที่เหมาะสม)
- การไม่ให้ลูกแสดงความคิดเห็นหรือไม่ให้ความสำคัญกับความคิดของลูก
- การไม่ส่งเสริม/หรือสนับสนุนเขาในสิ่งที่ลูกสนใจ (แต่บังคับให้ทำอย่างอื่นแทน)
มีอะไรบ้างที่เราทำกับลูกๆ อยู่หรือไม่?
มีเรื่องไหนที่เรากำลังทำผิดกับลูกอยู่หรือเปล่า?
มีสิ่งใดที่เราต้องปรับปรุงหรือไม่?
จุดเริ่มต้นก้าวแรกก็คือ การทยอยทำทุกสิ่งอย่างที่ตรงกันข้ามกับ 40 อย่างด้านบนนี้!
ผมเชื่อว่ายังไม่สายเกินไป ลูกๆ พร้อมให้พ่อแม่เริ่มต้นใหม่ และที่สำคัญ พระเจ้าพร้อมที่จะให้โอกาสในการเริ่มต้นใหม่เสมอ!
ลองพูดคุยกับลูกและคู่สมรสของท่าน อาจจะรวมถึงการ “ขอโทษ” ลูกในสิ่งที่เราได้ทำผิดต่อลูก
และที่สำคัญ อธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้าเพื่อเราจะได้เป็นพ่อแม่ที่เป็นพระพรต่อลูกๆ และเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระองค์!
คำหนุนใจสุดท้ายสำหรับพ่อแม่ทุกคนก็คือ อย่าลืมว่าเรา “ไม่ใช่” เจ้าของลูก
แต่ว่าพระเจ้าได้ให้สิทธิพิเศษกับเราใน “ช่วงเวลาหนึ่ง” เพื่อเลี้ยงดูลูก
เพราะฉะนั้น ขอให้เราใช้เวลาดังกล่าวกับลูกให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ “เวลานั้น” จะหมดลง
(พระคำข้ออื่นๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก เอเฟซัส 6:4, โคโลสี 3:31, สุภาษิต 17:16; 22:6, สดุดี 127:3-5 เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5–9, สดุดี 103:13, ฮีบรู 12:7-11)
“อย่าลืมว่าเรา“ไม่ใช่” เจ้าของลูก แต่ว่าพระเจ้าได้ให้สิทธิพิเศษกับเราใน “ช่วงเวลาหนึ่ง” เพื่อเลี้ยงดูลูกเพราะฉะนั้น ขอให้เราใช้เวลาดังกล่าวกับลูกให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนที่ “เวลานั้น” จะหมดลง”
