เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปโดย: mskathrynne วันที่:05/02/2020
คริสเตียนคบกันถึงเนื้อต้องตัวได้แค่ไหน?
การมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาและเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่พระคัมภีร์ก็ย้ำชัดว่าพระเจ้าประสงค์ให้การมีเซ็กซ์นั้นเกิดขึ้นเฉพาะในกรอบของชายและหญิงที่แต่งงานแล้วเท่านั้น
ถ้าเป็นเช่นนั้น คำถามที่หลายๆ คนมีก็คือ “แล้วคริสเตียนที่คบกันนั้นถูกเนื้อต้องตัวกันได้แค่ไหนกัน? คริสเตียนที่เป็นแฟนกันทำอะไรได้บ้าง?
แน่นอนว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนบอกไว้ว่าคริสเตียนที่คบกันอยู่นั้นสามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง แต่ว่าพระคัมภีร์สอนไว้มากมายถึงการไม่ทำบาปในเรื่องของทางเพศ เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ผู้เชื่อและพระองค์ทรงเป็นเจ้าของที่แท้จริงของร่ายกายทุกคน(1 โครินธ์ 6:18)
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากจะบอกกับคริสเตียนทุกคนที่สงสัยว่าเวลาคบการแล้วทำอะไรได้บ้างก็คือ “อย่าทำอะไรที่เป็นการเล้าโลมที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์”
“การเล้าโลม(Foreplay)” นั้นเป็นการกระทำเพื่อเตรียมพร้อมให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือและทั้งสองฝ่ายเพื่อที่จะมีมีเพศสัมพันธ์กัน อีกนัยหนึ่ง เป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้อีกฝ่ายหนึ่งหรือซึ่งกันและกัน โดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องปกติที่คนเราจะมีความต้องการทางเพศ แต่ว่าพอถูกกระตุ้นเข้า อาจจะโดยการจูบนานเกินไปหรือกระทำการอื่นๆ มันก็ยากที่จะควบคุมและมันก็จะเลยเถิดไปไกลจนขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน ด้วยเหตุนี้ ทางที่ดีที่สุดสำหรับคริสเตียนที่คบกันก็คือ การหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะเป็นการเล้าโลมหรือกระตุ้นให้อีกฝ่ายหรือว่าทั้งสองฝ่ายนั้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ หลายๆ คนอาจจะทำโดยคิดว่าสามารถควบคุมได้และจะไม่ให้ไปถึงมีเซ็กซ์ แต่ว่าปัญหาก็คือ หลายๆ คนก็ล้มเหลวและรู้ตัวอีกทีก็ยับยั้งชั่งใจไม่ได้เสียแล้ว
แล้วเราทำอะไรได้บ้าง? คำตอบคือ ไม่ทำอะไรก็ตามที่จะนำมาซึ่งการทดลองเรื่องทางเพศ แต่ก็มีแนวทางหลายๆ อย่างที่คริสเตียนมากมายปฏิบัติกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรระหว่างที่คบกัน เช่น
(1)การไม่ทำอะไรไปมากกว่าจับมือถือแขน กอด หรือจุ๊บแป๊ปๆ เพื่อแสดงความรักที่มีให้ต่อกันและ ถามว่าทำไม? ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเล้าโลมทางเพศ
(2) การตั้งเป้าว่าจะปฏิบัติต่อกันและกันเหมือนที่เราทำกับพี่น้องของเราเอง คือจะกอดหรือจูบก็ได้ แต่ก็ทำในลักษณะที่เราทำกับคนในครอบครัวของเรา ถามว่ามีใครกอด จูบ หรือลูบไล้กับพี่น้องของตัวเองอย่างดูดดื่มหรือไม่? ไม่มี! ถามว่าทำไม? เพราะว่าเขาเป็นพี่น้องของเรา! และเราต้องไม่ลืมว่าชายหรือหญิงคริสเตียนที่เรารู้จักนั้นก็เป็นพี่น้องของเราในพระคริสต์! จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะที่เราจะล่วงเกินร่างกายของเขา(จนกว่าจะแต่งงานกัน)
(3)บางคู่ก็ได้ตั้งใจที่จะไม่แม้แต่จูบในระหว่างที่คบกัน คือให้วันแต่งงานนั้นเป็น “จูบแรก” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีมากๆ และจะทำให้งานแต่งนั้นเป็นสิ่งที่มีความหมายและพิเศษมากยิ่งขึ้น
และผมก็เชื่อว่ามีหลายอย่าง/วิธีที่จะช่วยป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดกิจกรรมทางเพศระหว่างคบกัน ยกตัวอย่างเช่น
(1)การพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่อยู่กันตามลำพังในที่ลับตาผู้คนบ่อยหรือนานเกินไป เพราะมันก็จะเกิดการทดลองให้เราทำในสิ่งที่เราจะไม่มีวันทำต่อหน้าผู้คน คุณไม่สามารถจะไปเที่ยวและค้างคืนที่ไหนด้วยกัน หรือไปอยู่ที่ห้องของใครคนหนึ่งตามลำพังเป็นเวลานานและคาดหวังที่จะไม่ให้มีเรื่องการถูกเนื้อต้องตัวกันเกิดขึ้น! เราจึงจะเห็นได้ว่าการไม่พาตัวเราเองไปอยู่ในบางสถานการณ์ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันไม่ให้มีเรื่องทดลองทางเพศเกิดขึ้น!
(2)พูดคุยและวางแผนกับแฟนล่วงหน้าถึงขอบเขตในการถึงเนื้อต้องตัว ไม่ควรคิดว่าเดี๋ยวถึงเมื่อถึงเวลาแล้วค่อยว่ากันหรือหยุดเอง เพราะมันเป็นไปไม่ได้! หรืออาจจะต้องเป็นเรื่องที่เราต้องไตร่ตรองและพูดคุยก่อนที่จะเริ่มคบกับใคร อาจจะไม่เสมอไป แต่ว่าเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะหวังพึ่งผู้ชายไม่ค่อยได้ เพราะโดยทั่วไปแล้วความต้องการ/อารมณ์ทางเพศของผู้ชายนั้นจะสูงกว่าฝ่ายหญิง เพราะฉะนั้น ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเข้มงวดและแน่วแน่นในการห้ามปรามฝ่ายชาย แต่ว่าอาจจะมีคุณผู้หญิงบางคนก็อาจจะคิดว่า ถ้าเราถวายตัวให้กับผู้ชายก็จะเป็นมัดใจเขา ซึ่งมันไม่จริงเสมอไป ถ้านั่นเป็นวิธีที่จะรั้งเขาไว้ได้ คุณก็ควรที่จะปล่อยเขาไป! หรือถ้าบางทีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดหรือบังคับหรือชี้นำเราให้ไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ก็ต้องเตือนเขาอย่างเด็ดขาดถ้าเขาประสงค์ที่จะมีความสัมพันธ์ต่อไป คนที่รักและอยากแต่งงานกับคุณจริงๆ เขาพร้อมจะเชื่อฟังและยอมรอ!
(3)การตั้งเป้าว่าไม่ทำอะไรลับหลังที่เราจะละอายที่จะทำต่อหน้าผู้คน โดยเฉพาะอย่างต่อหน้าพ่อแม่ของฝ่ายหญิง!
สิ่งที่ผมอยากหนุนใจและเตือนใจคริสเตียนที่คบกันอยู่ก็คือ กิจกรรมทางเพศต่างๆ นั้นอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าลองก็จริง แต่ว่า “การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นั้นเป็นเรื่องดีที่สุด ถ้าเกิดว่าคุณกับแฟนลงเอยด้วยการแต่งงาน สิ่งที่ทำกันก่อนแต่งงานก็จะเป็นเรื่องที่น่าละอายใจมากกว่าจะเป็นเรื่องที่ชื่นชมยินดี ผมเชื่อว่าไม่มีคริสเตียนคนไหนที่ทำกิจกรรมทางเพศต่างๆ ก่อนแต่งงานและมองย้อนกลับไปด้วยความภูมิใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงคบกัน มีแต่จะทำให้ละอายใจ บางทีความสุขเพียงแค่ไม่กี่นาทีอาจนำมาซึ่งความรู้สึกผิดตลอดชีวิต แน่นอนว่าพระเจ้าให้อภัยเราและพร้อมที่จะให้เราเริ่มต้นใหม่เสมอ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ทิ้งบาดแผลหรือร่องรอยให้เราดูต่างหน้าเลย และยิ่งถ้าลงเอยด้วยการต้องเลิกกัน ความสัมพันธ์ที่เคยมีกันลึกซึ้งแล้วนั้น นำมาซึ่งความเจ็บปวดทรมานกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย อีกอย่างหนึ่งที่หลายคนจะมองข้ามก็คือมันเป็นการทำลายพยานของเราในอนาคตเวลาเราต้องสอนลูกของเราหรือคนรอบข้างเรา มันจะเป็นคำพยานที่สวยงามและทรงพลังแค่ไหนถ้าเราผ่านช่วงเวลาที่คบกันโดยการไม่ตกหลุมพรางของกิจกรรมทางเพศ! ท่านเปาโลกำชับต่อท่านทิโมธีว่า “อย่าให้ใครหมิ่นประมาทความอ่อนวัยของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้เชื่อ ทั้งในด้านวาจาและการประพฤติ ทั้งในด้ายความรัก ความเชื่อ และความบริสุทธิ์” อย่าลืมว่าพระเจ้าประสงค์ให้เราดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ไม่ใช่เพื่อที่จะทำร้ายเรา แต่เพื่อช่วยเรา ส่งผลดีต่อตัวเรา และเพื่อพระเกียรติสิริของพระองค์!
สำหรับคนที่อ่านบทความนี้อยู่และมองว่าตนพลาดไปแล้วเพราะได้มีกิจกรรมทางเพศกับแฟนไปแล้ว อยากบอกว่าผมไม่ได้เขียนสิ่งเหล่านี้ด้วยเจตนาที่จะต่อว่า ตัดสิน และทำให้ใครรู้สึกผิด แต่อยากให้ทุกคนมีความตื่นตัวและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ อยากหนุนใจว่าพระเจ้าพร้อมที่จะให้โอกาสกับทุกคนเสมอ ยังไม่สายเกินไปที่ลุกขึ้นมาและเปลี่ยนแปลงด้วยพระคุณและกำลังที่มาจากพระเจ้า ไม่มีใครที่ไม่เคยพลาดพลั้งและไม่มีอดีตที่เราไม่พึงปรารถนา แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการตั้งเป้าและมุ่งมั่นที่จะเดินไปในทิศทางใหม่ เพราะการกลับใจที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การบอกว่า “ขอโทษ เสียใจ รู้สึกผิด” และกลับไปเดินในเส้นทางเดิม แต่คือการเปลี่ยนเส้นทางเดินที่ไม่เหมือนอันเก่า แน่นอนว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะในเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆ แต่เหมือนที่อาจารย์ของผมมักจะบอกผมว่า “มันไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบ แต่ว่ามันอยุ่ที่ทิศทางกำลังมุ่งไป” และให้เรามั่นใจว่าพระคุณของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่และเพียงพอสำหรับทุกๆ คน
อยากหนุนใจคริสเตียนทุกคนที่คบกันอยู่ว่า ถึงแม้ว่ากิจกรรมทางเพศต่างๆ ระหว่างที่คบกันนั้นเป็นที่เรื่องดูเย้ายวน หอมหวาน และยากที่จะหลีกเลี่ยง แต่ว่าโดยพระคุณและกำลังที่มาจากพระเจ้า มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะเลี่ยง! พระเจ้าช่วยเราทุกคนให้ผ่านพ้นทุกการทดลองได้! ด้วยพระคุณของพระเจ้าขอให้เราทำอย่างสุดความสามารถเพื่อจะ “…หลีกหนีจากการล่วงประเวณี…” (1 โครินธ์ 6:18) เพราะสิ่งที่ได้นั้นไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน
ขอพระเจ้าทรงประทานกำลังให้ทุกคนอดทนรอ และเมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้(แต่งงาน) แต่ละคนก็จะได้มีความสุขทางเพศกับสามีหรือภรรยาของตนโดยไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใดๆ ตามที่พระเจ้าได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น
***หมายเหตุ: เนื้อหาของบทความนี้ดัดแปลงมาจากหนังสือ “คำตอบ: 200 คำถามที่คริสเตียนควรรู้คำตอบ” หน้า 404-405
________________________________
