เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: zerig วันที่: 11/08/2026
มีเรื่องเล่าว่าชายคนหนึ่งยืนอยู่บนชั้นดาดฟ้าของเรือสำราญขนาดใหญ่ลำหนึ่งที่แล่น อยู่กลางมหาสมุทร
เขาก็เดินไปที่ริมดาดฟ้า ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปในทะเลและโยนบางสิ่งอย่างขึ้นไปกลางอากาศและจับมัน เขาโยนขึ้นไปและจับมัน
เขาทำแบบนี้อยู่หลายครั้งจนมีคนมาเห็นเข้าเลยเข้าไปถามว่า
“คุณกำลังโยนอะไรอยู่”
เขาก็ตอบว่า “อ่อ ผมกำลังโยนเพชรที่มีราคาแพงและเป็นสิ่งที่ค่ามากที่สุดในในชีวิตของผม”
คนที่ไปคุยด้วยก็บอกว่า “โยนอยู่บนทะเลแบบนั้น คุณไม่กลัวเลยหรือว่าคุณจะทำพลาดและทำมันตกลงไปในทะเล”
แต่เขาก็บอกว่า “ผมโยนแบบนี้มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว และยังไม่พลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
ซึ่งคนแปลกหน้านั้นก็บอกไปว่า “แต่ว่าคุณอาจจะพลาดก็ได้นะ”
ชายคนนั้นก็หัวเราะ และกลับไปโยนต่อ
แต่ว่าครั้งนี้ เขาพลาด! และทำเพชรนั้นจมหายลงไปในที่สุด!
ชายคนนั้นยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก จากนั้นเขาก็ตะโกนร้องไห้เสียงดังด้วยความเสียดายและความเศร้าพร้อมน้ำตาว่า “มันหายไปแล้ว มันหายไปแล้ว!”
เราไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ (คาดว่าคงไม่ใช่เรื่องจริง)
แต่สิ่งหนึ่งที่สอนเราคือ ชีวิตของหลายๆ คนบนโลกนี้ก็ไม่ต่างจากชายคนนี้
เราอาจจะเปรียบเทียบว่าทะเลคือชีวิตชั่วนิรันดร์ และเพชรก้อนนั้นคือจิตวิญญาณของมนุษย์เรา
หลายคนล้อเล่นและไม่จริงจังกับชีวิตทางฝ่ายจิตวิญญาณ แม้ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากก็ตาม
ตอนมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ไม่ได้ใส่ใจที่จะแสวงหาพระเจ้า ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เมื่อจากโลกนี้ไป
ก็ต้องเผชิญกับการลงโทษและสูญเสียทุกสิ่ง รวมถึงชีวิตของเขาอย่างนิรันดร์
เหมือนกับชายในเรื่องนี้ที่ทำเพชรหลุดมือไปและไม่มี วันได้กลับคืนมา
พระเยซูกล่าวไว้ในมาระโก 8:36 ว่า “เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไรถ้า
ได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน”
คำตอบก็คือไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดก็คือ
ผู้คนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ แต่กลับไม่สนใจชีวิตทางฝ่ายจิตวิญญาณของตนที่มีค่ามากกว่าหลายเท่า
เพราะอยู่ในโลกนี้เต็มที่ก็ไม่ถึงหนึ่งร้อยปี แต่ชีวิตหลังความตายชั่วนิรันดร์ซึ่งไม่สามารถคำนวณเวลาได้
มีอุปมาเรื่องหนึ่งที่พูดถึงเศรษฐีคนหนึ่งที่พลาดเหมือนกับชายที่ทำเพชรเม็ดงามตกลงไปในทะเล
และชายอีกคนหนึ่งที่ในโลกนี้นี้อาจจะไม่ได้มีอะไรเลยแต่ว่าจิตวิญญาณของเขานั้นได้รับความรอด พระเยซูเล่าอุปมาเรื่องนี้ไว้ในลูกา 16:19-31 ว่า
“มีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อยู่อย่างรื่นเริงฟุ่มเฟือยทุกๆ วัน และมีคนยากจนคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี เขาอยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีคนนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา ต่อมาคนยากจนนั้นตาย และพวกทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่กับอับราฮัม ส่วนเศรษฐีคนนั้นก็ตายด้วย และถูกฝังไว้ และเมื่อเขาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ในแดนคนตาย เขาแหงนหน้าดู เห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสก็อยู่กับท่าน เศรษฐีจึงร้องว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น เพราะข้าพเจ้าต้องทุกข์ระทมอยู่ในเปลวไฟนี้’ แต่อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้สิ่งที่ดีสำหรับตัว และลาซารัสได้แต่สิ่งเลว เวลานี้เขาได้รับการปลอบโยนแล้ว แต่เจ้าได้รับแต่ความทุกข์ระทม ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเรากับพวกเจ้าก็มีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปถึงพวกเจ้าก็ทำไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ทำไม่ได้’ เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ถ้าอย่างนั้น บิดาเจ้าข้า ขอท่านใช้ลาซารัสไปที่บ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้ามีน้องชายห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนพวกเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องมาอยู่ในที่ทุกข์ทรมานแห่งนี้’ แต่อับราฮัมตอบว่า ‘เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’ เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ไม่ได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งจากพวกคนตายไปหาพวกเขา เขาคงจะกลับใจใหม่’ อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้จะมีใครเป็นขึ้นมาจากตาย เขาก็ยังจะไม่เชื่อ’ ”
อุปมาเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เตือนใจให้เราตรวจสอบชีวิตของเราขณะที่อยู่บนโลกนี้ แต่ยังชี้ให้เรามองไปยังชีวิตหลังจากที่เราจากโลกนี้ไป หัวใจหลักก็คือความรอด
อุปมาเรื่องนี้เตือนให้เราเตรียมความพร้อม อุปมาเรื่งนี้มีชายสองคนที่มีชีวิตสองแบบและลงเอยกันคนละแบบ
และไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว หลังจากที่เราจากโลกนี้ไป จิตวิญญาณของเราแต่ละคน
จะเป็นเหมือนกับเศรษฐีหรือลาซารัส คนที่ทุกข์ทรมานและพินาศในบึงไฟนรกตลอดไป แต่อีกคนหนึ่งชื่นชมยินดีในสวรค์ชั่วนิรันดร์
พระคัมภีร์บอกว่า “นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาแห่งความโปรดปราน นี่แน่ะ บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด”(2 โครินธ์ 6:2)
และพระเยซูคริสต์เองได้ชี้หนทางให้เราเห็นโดยการประกาศไว้ในยอห์น 14:6 ว่า “…เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา”
ขอให้เราวิ่งไปหาพระองค์ เพราะพระองค์คือหนทางเดียวแห่งความรอด!
* บทความดัดแปลงมาจากหนังสือ “เรื่องเล่าที่มีชีวิต: เจาะขุมทรัพย์ในอุปมาของพระเยซู เล่มที่ 2” (สำนักพิมพ์ ทีรันนัส) หน้า 169-170
