ค้นหาขุมทรัพย์ที่แท้จริง

แชร์บทความนี้

ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: MasterTux วันที่: 31/07/2026

     ในปี ค.ศ. 1952 มีชายชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อ จิม เอลเลียต (Jim Elliot) ยอมทิ้งชีวิตที่เรียกว่า ค่อนข้างสุขสบาย และย้ายไปยังประเทศแถบอเมริกาใต้ที่ชื่อเอกัวดอร์ (Ecuador) เพื่อรับใช้พระเจ้าที่นั่น และจุดที่เขาตัดสินใจจะไปอยู่นั้นไม่ใช่ในเมืองใหญ่โตที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ไปรับใช้โดยการประกาศข่าวประเสริฐในป่าเขาที่ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีใครไปกัน เป็นงานที่อันตราย และท้าทายมาก แต่เขาเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงเรียกให้เขาไปที่นั่น เพื่อไปประกาศ กับคนกลุ่มที่อยู่ในป่าในเขาที่ยังไม่ได้ยินข่าวประเสริฐ เพราะเขาเชื่อว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาก็คือ พระเจ้า เขาจึงอยากใช้ชีวิตของเขาเพื่อประกาศเรื่องราวของพระองค์ให้ผู้คนได้รับรู้

     แต่ว่าหลังจากที่เขาย้ายไปอยู่ประเทศเอกัวดอร์ได้ราวสี่ปี ในระหว่างที่เขาและเพื่อผู้รับใช้อีกสี่คนพยายามเข้าหาชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในแถบนั้น เขาทั้งห้าคนก็โดนแทงตายด้วยหอก ซึ่งวันนั้นก็คือ วันที่ 8 มกราคม 1956 ความตายนี้ได้พรากเขาไปจากภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน และจากลูกสาวอายุเพียงสิบเดือนที่เขายังไม่มีโอกาสได้ยินลูกเรียกชื่อพ่อเลย

สำหรับผู้คนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ใช่ผู้เชื่อ เมื่อได้อ่านเรื่องราวของ จิม เอลเลียต แล้วอาจมองว่าเขาไม่น่าเอาชีวิตตนเองไปทิ้งเลย หรืออาจจะคิดว่าน่าเสียดายจริงๆ ที่เขาต้องตายทั้งๆ ที่ยังหนุ่มยังแน่น ผู้คนจึงมีความรู้สึกว่าเป็นชีวิตที่น่าเวทนา ไม่น่าเอาชีวิตไปทิ้งง่ายๆ แบบนั้นเลย

     แต่ จิม เอลเลียตไม่ได้มองแบบนั้น เพราะสำหรับเขาแล้ว เขาเห็นและเข้าใจว่า พระเจ้ามีค่ามากกว่าทุกสิ่ง และมีค่ามากพอที่เขายอมทิ้งทุกอย่างเพื่อพระองค์ และเพื่อให้ผู้คนได้รู้จักพระเจ้า เขายอมสละแม้กระทั่งชีวิตของเขาด้วย และนั่นก็คือสิ่งที่เขาทำ

คำกล่าวหนึ่งที่โด่งดังมากที่สุดของเขาก็คือ ประโยคที่เขาเขียนในสมุดบันทึกว่า “คนที่ยอมทิ้งสิ่งที่เขาไม่สามารถรักษาไว้ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาไม่มีวันที่จะสูญเสียนั้นไม่ใช่คนโง่เขลาเลย”

     เขาหมายความว่าอย่างไร? เขาสื่อว่าไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ทุกคนก็จะต้องตายและไม่มีใครหยุดมันได้ และการที่เขาเอาชีวิตที่เขาไม่มีวันรักษาไว้ได้ตลอดกาล ไปแลกกับสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไปนั้น (เช่น ความรอดของผู้อื่น) ไม่ใช่เรื่องที่โง่เขลาเลย แต่เป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากต่างหาก สิ่งที่เขาพูดนั้นสะท้อน และสรุปชีวิตของเราได้อย่างยอดเยี่ยมเป็นอย่างดี

     สอดคล้องกับชายที่ชื่อ ซี. ที. สตั๊ด เคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อผมจริง ก็ไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่เกินไปที่ผมจะให้พระองค์ไม่ได้” และเนื่องจากพระเยซูตายแทนเราจริง จึงไม่มีการทุ่มเทอะไรของคริสเตียนที่ยิ่งใหญ่เกินไป

     จิม เอลเลียต เข้าใจความจริงนี้ และนี่ก็เป็นความจริงที่เราต้องเข้าใจด้วย

มีพระวจนะตอนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือ อุปมาเรื่องทรัพย์สมบัติที่ซ่อน

ไว้และไข่มุกอันล้ำค่า มัทธิว 13:44-46 เขียนไว้ว่า

“แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ในทุ่งนา เมื่อมีผู้พบแล้วก็กลับซ่อนเสียอีก และเพราะความยินดีจึงไปขายทุกสิ่งที่เขามีอยู่แล้วไปซื้อนานั้น “อีกประการหนึ่ง แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนพ่อค้าที่ไปหาไข่มุกอย่างดี และเมื่อพบไข่มุกเม็ดหนึ่งมีค่ามาก ก็ไปขายทุกสิ่งซึ่งเขามีอยู่ไปซื้อไข่มุกนั้น” 

แม้จะเป็นอุปมาสองอุปมา แต่ก็มีใจความที่ไม่ต่างกันมาก แม้รายละเอียดจะไม่เหมือนกัน แต่อุปมาทั้งสองเรื่องพูดถึง คนสองคนที่ยอมเสียสละทุกอย่างที่เขามีในชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาคิดว่ามีค่ามากที่สุด คนแรกทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะได้ไข่มุกมา และอีกคนหนึ่งทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์สมบัติมาเป็นของตน ซึ่งอุปมาทั้งสองเรื่องนี้เน้นย้ำถึงคุณค่าของพระเจ้า/แผ่นดินของพระเจ้า

ขอให้พระเจ้าทรงช่วยให้เห็นว่าพระเจ้าแลแผ่นดินของพระองค์นั้นมีมูลค่าสูงสุดที่สุด และคุ้มค่าสำหรับการทุ่มเททุกสิ่งอย่าง เช่นเดียวกับ คนที่พบขุมทรัพย์และพ่อค้าที่เจอไข่มุก และเช่นเดียวกันท่านจิม เอลเอียต!


* บทความดัดแปลงมาจากหนังสือ “เรื่องเล่าที่มีชีวิต: เจาะขุมทรัพย์ในอุปมาของพระเยซู เล่มที่ 1” (ทีรันนัส) หน้า 15-17

 

Scroll to Top