คริสต์มาส อย่าคิดมาก

แชร์บทความนี้

เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Daria-Yakovleva วันที่: 10/12/2025

 

พอก้าวเข้าสู่เดือนธันวาคม สิ่งหนึ่งที่คริสเตียนเราทั่วโลกนึกถึงก็คือ “วันคริสต์มาส”

และเป็นช่วงเวลาคริสตจักร/คริสเตียนต่างก็จะมีการเตรียมตัวเพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญนี้ด้วยหลากหลายวิธี

เช่น การจัดงานคริสต์มานที่คริสตจักร หรือการเข้าชุมชนเพื่อประกาศข่าวประเสริฐ เป็นต้น

แต่ว่าในขณะเดียวกัน พอถึงช่วงเวลานี้ของทุกปี ก็จะมี “คริสเตียน” จำนวนหนึ่งที่จะคอยออกมา “ต่อต้าน” และ “โจมตี”

การฉลองวันคริสต์มาสกัน เสมือนหนึ่งว่า การเฉลิมฉองว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

เราจึงจะเห็นได้ว่ามีบทความและวีดีโอในลักษณะนี้บนโลกอินเตอร์เน็ตมากมายเต็มไปหมด

(เมื่อไม่นานมานี้ก็มีพี่น้องท่านหนึ่งส่งคลิปวีดีโอหนึ่งมาให้ผมดูเช่นกัน)

 ส่วนเหตุผลบางส่วนที่คนเหล่านี้อ้างในการต่อต้านคริสต์มาสก็เช่น:

  • วันเกิดพระเยซูไม่ใช่วันที่ 25 ธันวาคม 
  • ในพระคัมภีร์ไม่มีการฉลองวันคริสต์มาส
  • พระคัมภีร์ไม่ได้มีการกำชับให้ฉลองวันคริสต์มาส 
  • ที่มาที่ไปของวันคริสต์มาสนั้นมาจากคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า และเป็นการบูชารูปเคารพ เป็นต้น 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ (และอื่นๆ) คนกลุ่มนี้จึงมองว่า คริสเตียนไม่ควรให้ความสำคัญกับวันคริสต์มาส 

จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า แล้วคริสเตียนเราฉลองวันคริสต์มาสได้ไหม? การฉลองวันคริสต์มาสนั้นขัดต่อพระคัมภีร์หรือเปล่า?

คำตอบสั้นๆ ก็คือ คริสเตียนฉลองวันคริสต์มาสได้และควรฉลองด้วย!

ยิ่งไปกว่านั้น การเฉลิมฉลองคริสต์มาสนั้นไม่ได้ขัดต่อพระคัมภีร์แต่อย่างไร แต่กระนั้นก็ตาม

เราต้องไม่ลืมเหตุผลที่แท้จริงตามหลักพระคัมภีร์ที่เราเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส นั่นก็คือเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่สิ่งอื่นใด

การเฉลิมฉลองคริสต์มาสนั้นไม่ได้ขัดต่อพระคัมภีร์แต่อย่างใด แต่เราต้องไม่ลืมเหตุผลที่แท้จริงตามหลักพระคัมภีร์ที่เราเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส นั่นก็คือเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ ไม่ใช่สิ่งอื่นใด”

แต่ว่าเวลาเราพูดถึงการเฉลิมฉลองวันคริสต์ เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าเราไม่ได้ “ฉลอง” อะไรก่อน ยกตัวอย่างเช่น:

  • คริสเตียนเราไม่ได้ฉลองวันคริสต์มาเพราะเชื่อจริงๆ ว่าวันที่ 25 ธันวาคมคือวันเกิดของพระเยซู
  • คริสเตียนเราไม่ได้ฉลองวันคริสต์มาสเพื่อสืบสานประเพณี/ธรรมเนียมใดๆ ของความชั่วร้ายในอดีต
  • คริสเตียนเราไม่ได้ฉลองวันคริสต์มาสเพราะเชื่อ/สนับสนุนเรื่องของซานตาคอส ตำนานต้นไม้คริสต์มาส แสงสีเสียง การให้ของขวัญ หรือการประดับตกแต่งต่างๆ เป็นต้น

แต่คริสเตียนเราเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสเพราะความจริงที่ว่าพระพระเยซูคริสต์เจ้านั้นได้เสด็จมายังโลกนี้

ซึ่งมีข้อพระคัมภีร์มากมายให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น:

ยอห์น 3:16 เขียนไว้ว่า “พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์

เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ ”

ฟิลิปปี 2:5-7 พูดถึงการเสด็จมาของพระเยซูว่า “จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์

ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้

แต่ทรงสละพระองค์เองและทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์

และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์ พระองค์ทรงถ่อมตัวลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งมรณาบนกางเขน

กาลาเทีย 4:4-5 ก็เขียนไว้ถึงการมาประสูติของพระเยซูว่า

“แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา

ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ

เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร”

และ ยอห์น 1:14 ที่เขียนไว้ว่า “พระวาทะทรงเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา

(พระวาทะในที่นี่สื่อถึง “พระเยซูคริสต์”) เราเห็นพระสิริของพระองค์ คือ

พระสิริที่สมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง” เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพระคัมภีร์เน้นย้ำถึงความจริงที่ว่า

พระเยซูคริสต์นั้นได้เสด็จลงมายังโลกนี้เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ

นี่คือเหตุผลที่คริสเตียนเราเฉลิมฉลองวันคริสต์มาส ไม่ได้มีความชั่วร้ายหรือเจตนาอื่นใดๆ แอปแฝง 

พระเยซูคริสต์นั้นได้เสด็จลงมายังโลกนี้เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ

ยิ่งไปกว่านั้น เวลาเราอ่านพระธรรมมัทธิวและพระธรรมลูกา

เราจะเห็นพระคัมภีร์ให้ความสำคัญถึงการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์

และเหตุการณ์ที่สำคัญหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิด

ตอนที่มารีย์ได้ตั้งครรภ์ก่อนที่จะแต่งงานกับคู่หมั่นของเขาที่เชื่อโยเซฟ และโยเซฟเองนั้นก็อยากจะถอนหมั้น

ทูตสวรรค์ยืนยันถึงการทรงงานของพระเจ้าผ่านทางมารีย์และบอกกับเขาว่า

“เธอจะให้พระกำเนิดบุตรชาย แล้วจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านจะทรงช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากบาปของพวกเขา”

ซึ่งโยเซฟก็เชื่อฟัง (ลูกา 1:3-33 ก็พูดถึงเด็กที่จะเกิดมาด้วย)

ช่วงที่มารีย์นั้นไปเยี่ยมเอลีซาเบธ(ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่เหมือนกัน) พระคัมภีร์บอกว่า 

“เมื่อนางเอลีซาเบธได้ยินคำทักทายของมารีย์ ทารกในครรภ์ของนางก็ดิ้น และนางเอลีซาเบธก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ลูกา 1:41) และหลังจากนั้นเอลีซาเบธก็ร้องเสียงดังถึงมารีย์ว่า

“…ในบรรดาสตรีเธอได้รับพรมาก และทารกในครรภ์ของเธอก็ได้รับพระพรด้วย

ทำไมฉันถึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันมาหา

นี่แน่ะ พอเสียงทักทายของเธอเข้าถึงหูของฉัน ทารกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความเปรมปรีดิ์

ความสุขเป็นของสตรีที่เชื่อว่าสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเธอนั้นจะสำเร็จ” (ลูกา 1:42-45)

หลังจากนั้นมารีย์เองก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าอย่างสวยงามเช่นกัน (ลูกา 1:46-55)

หลังจากที่พระเยซูคริสต์ได้มาประสูติแล้วทูตสวรรค์ก็ประกาศต่อคนเลี้ยงแกะในแถบนั้นและบอกว่า

“เพราะว่าในวันนี้ พระผู้ช่วยให้รอดของพวกท่านคือพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้ามาประสูติที่เมืองของดาวิด” (ลูกา 2:11)

หลังจากนั้นทูตวรรค์ก็ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดีในลูกา 2:11 ว่า

“พระสิริจงมีแด่พระเจ้าในที่สูงสุด ส่วนบนแผ่นดินโลก สันติสุขจงมีท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลายที่พระองค์โปรดปรานนั้น”

คนเลี้ยงแกะก็ได้ไปหาพระกุมารเยซูตามที่ทูตวรรค์ได้บอกกล่าว

พอได้เห็นกับตาตนเอง พระคัมภีร์ก็พูดถึงคนเหล่านั้นว่า

“บรรดาคนเลี้ยงแกะจึงกลับไปถวายพระเกียรติและสรรเสริญพระเจ้า

สำหรับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เขาได้ยินและได้เห็นดังที่กล่าวไว้กับพวกเขา” (ลูกา 2:20)

ในช่วงที่มีการถวายพระกุมารเยซูในพระวิหาร ที่นั่น “มีชายคนหนึ่งในกรุงเยรูซาเล็มชื่อสิเมโอน

เป็นคนชอบธรรมและยำเกรงพระเจ้า ท่านคอยเวลาที่พวกอิสราเอลจะได้รับการปลอบโยนใจ

และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็สถิตกับท่าน

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงแก่ท่านว่าท่านจะไม่ตายจนกว่าจะได้เห็นพระคริสต์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลูกา 2:25-26)

และพอได้เห็นพระกุมารเยซู สิเมโอนก็สรรเสริญพระเจ้าแล้วบอกว่าเขาตายหลับแล้ว

เพราะว่าตาของเขานั้นได้เห็น “ความรอดของพระองค์แล้ว” (ลูกา 2:30)

และที่เราลืมไม่ได้เลยก็คือ เมื่อเหล่านักปราชญ์ได้เดินทางมาเห็นพระเยซู

พระคัมภีร์ก็บันทึกไว้ในมัทธิว 2:11 ไว้ว่า

“เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบพระกุมารกับนางมารีย์มารดา

จึงก้มลงนมัสการพระกุมารนั้น แล้วเปิดหีบสมบัติของพวกเขาและถวายเครื่องบรรณาการแด่พระกุมาร

คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ”

เราจึงจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็น ทูตสวรรค์ เอลีซาเบธ มารีย์ คนเลียงแกะ สิเมโอน

หรือแม้แต่กลุ่มนักปราชญ์ก็ชื่นชมยินดีและสรรเสริญพระเจ้าเกี่ยวกับการบังเกิดขององค์พระเยซูคริสต์

ถ้าแม้แต่ทูตสวรรค์ยังสรรเสริญพระเจ้าถึงการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์

มันจะผิดหรือถ้าคริสเตียนเราจะสรรเสริญถึงการมาประสูติของพระเยซู?

ด้วยเหตุนี้ คริสเตียนทั่วโลกนี้จึงเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์กัน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นใดๆ 

ถ้าแม้แต่ทูตสวรรค์ยังสรรเสริญพระเจ้าถึงการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์

มันจะผิดหรือถ้าคริสเตียนเราจะรำลึกถึงและชื่นชมยินดีถึงการมาประสูติของพระเยซู?

เพราะฉะนั้น เนื่องจากคริสต์มาสเป็นการให้ความสำคัญกับการมาประสูติขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า

เราจึงเฉลิมฉลองเกี่ยวกับ “พระองค์” ได้อย่างชื่นชมยินดีโดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือสนใจข้อครหาใดๆ จากคนที่ไม่เห็นด้วย

(แต่เราก็ต้องมั่นใจว่าเราฉลองเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์จริงๆ) 

ขอให้เราจิตใจของเราร้องและประกาศต่อทุกคน เหมือนเพลงคริสต์มาที่เราคุ้นเคยกันดีที่ร้องว่า

“ ชาวโลกทั้งหลาย ชื่นใจยินดี 

มีพระราชาประสูติ

คือพระเยซู เสด็จลงมา

ให้เราร้องเพลงสรรเสริญ

ให้เรา ให้เรา ร้องเพลงสรรเสริญ”


 

 

Scroll to Top