5 อย่างที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับคริสต์มาส

แชร์บทความนี้

เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปโดย: Mylene2041 วันที่: ปรับปรุงใหม่ 24/12/2025 เผยแพร่ครั้งแรก 21/12/2019

ในบรรดาวันสำคัญต่างๆ ของศาสนาคริสต์ของเรา วันที่ผู้คนรู้จักกันดีมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นวันคริสต์มาส

ซึ่งวันคริสต์มาสนี้โด่งดังมากจนกระทั่งคนที่ไม่ใช่คริสเตียนก็รู้จักและเฉลิมฉลองกัน

เราจึงจะเห็นได้ว่าช่วงเดือนธันวาคมเวลาเราไปเดินตามห้างเราก็จะเห็นการตกแต่งต่างๆ 

แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ผู้คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับวันคริสต์มาสเป็นอย่างมาก

บ้างก็คิดว่าเกี่ยวกับซานตาคอส การให้ของขวัญ ต้นคริสตมาส แสงไฟ หิมะ สีแดงสีเขียว

ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีพิษภัยใดๆ แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับวันคริสต์มาส 

เหตุก็เพราว่าพระคัมภีร์ไม่เคยสอนสิ่งเหล่านี้ หากแต่เป็นการเฉลิมฉลองการมาประสูติขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า

คือพระเจ้าเสด็จลงมาในถานะมนุษย์

ความเข้าใจผิดยังไม่จบเพียงเท่านั้น ซึ่งเราส่วนใหญ่ก็รู้ว่ามันไม่เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของวันคริสต์มาส

แต่ว่ายังมีอีกหลายสิ่งอย่างที่แม้แต่คริสเตียนก็หลงเชื่อ บ้างก็เป็นสิ่งที่เราสอนลูกหลานกัน แม้ว่ามันไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์เลย

บทความนี้เลยจะคัด 5 อย่างที่คนในโลกนี้เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องราวของวันคริสต์มาสหรือการประสูติของพระเยซูคริสต์

1. วันที่ 25 เป็นวันเกิดที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์

เนื่องจากปฏิทินสากลนั้นกำหนดไว้ว่าวันที่ 25 เป็นวันคริสต์มาส

หลายคนก็เลยสรุปว่า 25 ธันวานั้นวันเกิดที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์

แต่แท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่วันเกิดที่แท้จริงของพระเยซู เพราะพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้

แต่เพื่อความยุติธรรมสำหรับคนที่เชื่อแบบนี้จริงๆ พระคัมภีร์ก็ “ไม่ได้” ปฏิเสธเช่นกัน(แม้ว่าอาจจะเป็นไปได้ยาก)

แล้วถามว่าทำไมต้องใช้วันนี้? บ้างก็บอกว่าใช้แทนที่เทศกาลหนึ่งในสมัยก่อน

บ้างก็คำนวนว่ามารีย์ตั้งครรภ์ 25 มีนา และนับไปอีก 9 เดือนก็ 25 ธันวาพอดีเลย เป็นต้น

แต่นั่นเป็นเพียการคาดเดา นอกเหนือจากวันที่ 25 ธันวาคม

มีการคาดคะเนวันเกิดของพระเยซูไม่ว่าจะเป็น 21 มีนา  15 เมษา และ  20 พฤษภาคม เป็นต้น

แต่เราต้องไม่ลืมว่าการมาประสูติของพระองค์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 2000 กว่าปีที่แล้ว

จึงเป็นเรื่องยากที่ใครจะรู้วันเกิดที่แน่ชัด จริงๆ ไม่ต้อง 2000 ปี เวลาเราอ่านชีวประวัติของบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในอดีต

วันเกิดก็ไม่เป็นที่แน่ชัด แม้แต่ในสมัยนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้วันเกิดของตน

จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าเราไม่รู้วันเกิดที่แท้จริงของพระเยซู

แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะที่สำคัญคือพระเยซูมาบังเกิดแล้ว นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า

2. พระเยซูเกิดในคอกสัตว์

อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าใจผิดมากที่สุดอย่างเกี่ยวกับการประสูติของพระองค์

คือคิดว่าพระองค์ทรงบังเกิดในคอกสัตว์ บ้างก็คิดว่าเป็นคอกวัวหรือแกะ 

เวลาคนวาดภาพสถานที่พระเยซูมาประสูติ ก็จะเป็นในคอกสัตว์ และมีสัตว์อื่นๆ อยู่ในรูปด้วย

แต่เราต้องยอมรับว่าพระคัมภีร์ไม่เคยบอกว่าพระเยซูถือกำเนิดในคอกสัตว์แม้แต่ครั้งเดียว

พระคัมภีร์ได้เขียนอธิบายตอนพระเยซูทรงเกิดไว้ใน ลูกา 2:6-7 เพียงว่า

“ขณะเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี

เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา”

นี่คือรายละเอียดที่เยอะที่สุดที่พระคัมภีร์บอกกับเราเกี่ยวกับตอนที่พระเยซูประสูติ 

ข้อที่ 7 บอกว่าวางพระเยซูไว้ใน “รางหญ้า” ซึ่งเป็นที่ๆ เทอาหารสัตว์ลงไป

แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นรางหญ้าที่อยู่ในคอกสัตว์ นั่นก็เพราะว่าเป็นไปได้ที่รางหญ้าจะอยู่ที่อื่นนอกเหนือจากในคอกสัตว์

ยิ่งในหมู่บ้านเล็กๆ ก็อาจจะตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ในบริเวณบ้านเพื่อให้อาหารสัตว์

แต่ก็มีคนเคยให้ข้อสังเกตไว้ว่าเนื่องจากไม่สามารถพักในที่ๆ คนอื่นเขาพักกัน

ก็อาจจะเป็นสถานที่ชั่วคราวที่ใช้ผูกสัตว์ต่างๆ ไว้ และพอที่นั่นมีรางหญ้าก็วางพระเยซูไว้ที่นั่น

ส่วนจะเป็นที่ใดนั้น ไม่มีใครรู้แน่ชัด และไม่สำคัญมาก

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการมาบังเกิดของพระองค์ในลักษณะแบบนี้

ทำให้เห็นถึงความถ่อมใจของพระเยซูตอนที่เสด็จมาบนโลกนี้

พระองค์ยอมละทิ้งทุกและลงมาบนโลกนี้ (ฟีลิปปี 2:4-11)

3. พระเยซูคริสต์เกิดมาในคำ่คืนที่เงียบสงบ

เวลาเราฟังเรื่องราวในคืนที่พระเยซูทรงมาประสูติ ผู้คนมักจะเล่าประหนึ่งว่าเป็นค่ำคืนที่เงียบสงบ

แต่ว่าน่าจะตรงกันข้ามกับความเป็นจริงเลย 

จากบริบทที่เราเห็นจากที่ท่านลูกาได้บันทึกไว้

เราได้รับรู้ว่าผู้คนมากมายเดินทางมาที่หมูบ้านเบธเลเฮมเพื่อมาจดทะเบียนสำมโนครัว

และลูกา 2:7 บอกกับเราว่าโยเซฟกับมารีย์ไม่ได้พักในที่ๆ เขาพักกัน

เพราะคนนั้นแออัดกันมากจนเกินไป คงเป็นคืนที่วุ่นวายน่าดู

ไม่ว่าจะเป็นเสียงผู้คน หรือและสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้น

และสถานที่ๆ พระเยซูเกิดมานั้นไม่ได้เอื้ออำนวยหรือสะดวกสบายอะไร 

โดยปกติเด็กที่เกิดมาไม่ว่าจะในสถานการณ์แบบไหน ก็ร้องไห้เสียงดัง 

และเนื่องจาพระเยซูคริสต์เสด็จมาในถานะมนุษย์ พระองค์ก็คงไม่ต่างจากเด็กทั่วๆ ไปที่ร้องไห้

มีปัจจัยอื่นๆ เช่น ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ข้าวของเครื่องใช้ก็อาจจะมีไม่ครบ

และบางทีตอนที่เด็กเกิดมาใหม่ๆ คุณแม่ก็ไม่ได้มีน้ำนมเลย เลยทำให้เด็กกินไม่อิ่น

ผมไม่ได้บอกว่ามารีย์เป็นแบบนั้น แต่แค่ชี้ให้เห็นมีปัจจัยหลายๆ อย่างในคืนที่พระเยซูเกิดมาที่ให้ไม่ใช่คืนที่สงบเงียบ

ไม่เฉพาะปัจจัยภัยนอก แต่ภายในด้วย เราเคยสงสัยไหมว่าโยเซฟกับมารีย์คิดอะไรอยู่?

ทำไมบุตรของพระเจ้ามาเกิดในที่แบบนี้? สิ่งที่ทูตสวรรค์บอกจริงหรือไม่ 

เพราะฉะนั้น แค่อยากจะชี้ให้เห็นว่า

คืนที่พระเยซูประสูตินั้น ไม่ได้สงบเงียบเหมือนหลายๆ คนเข้าใจอย่างแน่นอน

4. ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนักปราชญ์

4.1 นักปราชญ์ไปหาพระเยซูทันทีที่พระองค์ประสูติ

ผู้คนเข้าใจผิดกันว่าไปนักปราชญ์ไปหาพระเยซูตั้งทีที่เกิดมา 

เรามักจะติดภาพที่นักปราชญ์ไปหาพระเยซูและนมัสการพระองค์ตอนที่เพิ่งเกิด

แต่ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์สอนเลย

ไม่มีใครรู้ว่านักปราชญ์ไปถึงเมื่อไหร่ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้อย่างชัดเจน

แต่หลายคนก็คาดคะเนว่าตอนที่นักปราชญ์ไปถึง พระเยซูน่าจะยังน้อย 1-2 ขวบแล้ว 

มัทธิว 2:11 เขียนไว้เกี่ยวกับนักปราชญ์ว่า “เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบพระกุมารกับนางมารีย์มารดา

จึงก้มลงนมัสการพระกุมารนั้น แล้วเปิดหีบสมบัติของพวกเขาและถวายเครื่องบรรณาการแด่พระกุมาร

คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ”

ส่วนในข้อที่ 16 นั้นได้บอกไว้พอเอโรดอยู่ตัวว่านักปราชญ์ไม่กลับมาก็สั่งกำจัดเด็กตั้งแต่อายุสองขวบลงมา

ซึ่งคำนวนจากตอนที่นักปราชญ์ได้มาถามหาพระเยซู

“เมื่อเฮโรดทรงเห็นว่าพวกนักปราชญ์หลอกท่านก็กริ้วยิ่งนัก

จึงทรงสั่งคนไปฆ่าเด็กผู้ชายทั้งหมดในบ้านเบธเลเฮม

และในบริเวณใกล้เคียงที่มีอายุตั้งแต่สองขวบลงมา โดยนับเวลาตามที่ท่านทรงทราบจากพวกนักปราชญ์”

ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ คนกลุ่มเดียวที่ไปหาพระเยซูตอนเกิดก็คือ คนเลี้ยงแกะที่อยู่ในบริเวณนั้น 

ทูตสวรรค์แจ้งข่าวให้กับคนเลี้ยงแกะและพวกเขาก็รีบไปหาพระองค์เลยทันที (ลูกา 2:16-20)

แต่ว่านักปราชญได้ไปเจอพระเยซูจริง มัทธิว 2: 11 เขียนไว้ว่า “เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบพระกุมารกับนางมารีย์มารดา…”

เวลาที่นักปราชญ์มา โยเซฟกับครอบครัวคงหาบ้านได้แล้ว ยังมีการมอบของขวัญให้อย่างน้อย 3 ชิ้น คือ ทองคำ กำยาน และมดยอบ (มัทธิว 2:11) ซึ่งมี นักวิชาการบางคนก็เชื่อว่าโยเซฟ และมารีขายของขวัญเหล่านี้เพื่อดำรงชีวิตในต่างแดนในอียิปต์

แต่ว่าเราไม่รู้ แต่เป็นข้อสันนิษฐานเท่านั้น

4.2  นักปราชญ์ที่ไปหาพระเยซูมีทั้งหมด 3 คน

เวลาเราดูการแสดงเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซูคริสต์ หรือในการ์ดวันคริสต์มาส

เราก็จะคุ้นว่ามีนักปราชญ์ทั้งหมด 3 คน ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Wise Men” (แปลว่า ชายผู้ที่มีสติปัญญา)

แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่ามี 3 คนเลย เป็นสิ่งที่ผู้คนจินตนาการขึ้นมาเอง!

เรื่องราวของนักปราชญ์เขียนบันทึกไว้ในมัทธิว 2 ที่เดียว และไม่ได้บอกว่ามีกี่คน

แน่นอนว่ามากกว่า 2 คน แต่ไม่มีใครรู้ว่ากี่คน ทำไมเราจึงมั่นใจได้ว่ามีมากกว่า 2 คน?

เพราะพระคัมภีร์ในสรรพนามที่เป็น “พหูพจน์” เวลาพูดถึงคนเหล่านี้ 

เพราะฉะนั้น นักปราชญ์มีมากกว่า 2 คน แต่พระคัมภีร์ไม่เคยบอกว่า 3 คน(บางคนคาดว่าความเข้าใจผิดหนึ่งเกิดจากการที่นักปราชญ์ให้ของขวัญ 3 ชิ้น) เราจึงต้องปรับความเข้าใจในประเด็ณนี้

แม้ว่าไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่ชัด บ้างก็คาดว่าอาจจะมีถึง 10-30 คนก็เป็นได้

เราไม่เพียงไม่รู้จำนวน เราก็ไม่รู้ชื่ออีกด้วย(แม้ว่าบางคนพยายามบอกว่ารู้ชื่อของพวกเขาก็ตาม) อีกเช่นกัน

เรื่องจำนวนก็ไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญแต่ประการใด แค่รู้ว่ามีนักปราชญ์และเขาทำอะไรบ้างก็เป็นเรื่องที่เพียงพอแล้ว

ซึ่งสิ่งสำคัญที่เราเห็นก็คือ พวกเขามานมัสการพระเยซู

5. เกี่ยวกับมารีย์และโยเซฟ

5.1 มารีย์ครองตัวเป็นหญิงพรมจารีตลอดชีวิต

มีบางคนเชื่อว่ามารีนั้นครองตัวเป็นหญิงพรมจารีตลอดชีวิตบนโลกนี้

แต่พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนไว้แบบนี้ แน่นอนว่านางมารีย์ครองตัวเป็นหญิงพรมจารีจนกว่าจะคลอดพระเยซูคริสต์แน่นอน

มัทธิว 1:24-25 เขียนไว้ว่า “เมื่อโยเซฟตื่นขึ้นก็ทำตามคำซึ่งทูตสวรรค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าสั่งนั้น

คือได้รับมารีย์มาเป็นภรรยา แต่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กับเธอจนกว่าให้พระกำเนิดบุตรชายแล้ว

และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่าเยซู” 

เราจะสังเกตว่า “จนกว่า” แสดงให้เห็นมีเพศสัมพันธ์เหมือนสามีภรรยาทั่วไป

และข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนมากที่สุดคือ พระเยซูคริสต์มีพี่น้อง

ซึ่งเกิดมาจากมารีย์และโยเซฟโดยตรง (มัทธิว 12:46; 13:55-56; มาระโก 6:3)

ซึ่งการที่โยเซฟแต่งงานและตั้งใจให้นางมารีย์เป็นหญิงสาวบริสุทธิ์นั้นแสดงให้เห็นถึง

ตัวตนที่น่านับถือของโยเซฟ(แน่นอนว่าโดยพระคุณของพระเจ้า) เพราะปัจจุบันในโลกนี้

แม้แต่แค่คบกัน และไม่มีอะไรกันก็หาได้ยากมาก

เพราะฉะนั้น มารีย์ไม่ได้ครองตัวเป็นหญิงบริสุทธิ์ตลอดชีวิต

หลังจากคลอดพระเยซู นางก็ใช้ชีวิตคู่ตามปกติกับโยเซฟ และมีลูกหลานตามปกติ

5.2 โยเซฟกับมารีย์เป็นพ่อแม่ที่แท้จริง/โดยสายเลือดของพระเยซูคริสต์

แม้ว่าโยเซฟและมารีย์เป็นผู้ปกครองของพระเยซูบนโลกนี้ทั้งในทางทฤษฎี ทางกฎหมาย และในทางปฏิบัติ

แต่ว่าในความเป็นจริงแล้ว พระเยซูคริสต์ไม่ได้เกิดมาจากการหลับปฏิสนธิหรือการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างโยเซฟกับมารีย์

เพราะเรารู้ดีว่านางมารีย์ตั้งครรภ์โดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์

ซึ่งพระธรรม ลูกา 2:26-38 พูดถึงบทสนทนาระหว่างทูตสวรรค์กับมารีย์!

เพราะฉะนั้น ในมุมหนึ่ง โยเซฟกับมารีย์ก็เปรียบเหมือนกับเป็นพ่อแม่บุญธรรมของพระเยซูคริสต์บนโลกนี้

เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าที่เสด็จมายังโลกนี้!

ในเรื่องวิธีการมาบังเกิดของพระเยซูนั้น มีความเข้าใจผิดและการบิดเบื่อนเกี่ยวกับมารีย์เป็นอย่างมาก

บ้างก็บอกว่า ทูตสวรรค์หลับนอนกับมารีย์ เป็นต้น ซึ่งไร้สาระและขัดแย้งต่อพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง

เพราะเรารู้จากพระคัมภีร์ว่านางตั้งครรภ์โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า! 

เพราะฉะนั้น มารีย์กับโยเซฟไม่ใช่พ่อแม่ของพระเยซูเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป

เราชื่นชมยินดีและขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ใช้ของทั้งสองคนนี้

แต่ว่าเราต้องไม่ลืมว่าทั้งสองคนนี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือพิเศษเหนือพระเยซู

เหมือนที่บางคนให้ความสำคัญกับมารีย์ และถึงกับปั้นรูปปั้นไว้บูชา

ความรอดของทั้งโยเซฟและมารีย์ก็ต้องมาจากการกลับใจจากความบาป

และเชื่อในพระเยซูคริสต์ เหมือนกับทุกคนบนโลกนี้

ตอนที่พวกนักปราชญ์มาหาพระเยซู ท่านมัทธิวบันทึกไว้ว่า

“เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบพระกุมารกับนางมารีย์มารดา จึงก้มนมัสการพระกุมารนั้น…” (มัทธิว 2:11)

เราเห็นบางอย่างที่ท่านมัทธิวบอกเราไหม? พวกนักปราชญ์นมัสการพระเยซู ไม่ใช่มารีย์ หรือโยเซฟ!

สรุป

นี่คืออย่างน้อย 5 อย่างที่ผู้คน (รวมถึงคริสเตียนก็)เข้าใจผิดเกี่ยวกับวันคริสต์มาส

ผมไม่ได้เขียนสิ่งเหล่านี้เพื่อจับผิดแต่อย่างใด หรือ ขโมยความสุข/ความชื่นชมยินในเทศกาลนี้

แต่เพื่อเตือนใจเราให้ยึดหลักในความจริง และไม่เชื่อเพียงเพราะว่าเราได้ยินมา

หรือเพื่อให้เราตะโกนหรือด่าทุกคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้

แต่เพื่อให้เรารู้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริงจากมุมของพระคัมภีร์

ท่านลูกาพูดถึงพี่น้องในเมืองเบโรอา ในกิจการ 17:11

“ เพราะพวกเขารับพระวจะด้วยความอยากรู้และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน

หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจริงดังที่กล่าวหรือไม่”

ข้อนี้หนุนใจให้เราเป็นเหมือนกับพี่น้องในเมืองเบโรอานี้ ไม่เฉพาะในเรื่องวันคริสต์มาส แต่ในทุกๆ เรื่อง

เพื่อที่เราจะได้มีความเชื่อที่ทุกต้องตามหลักพระคัมภีร์ ไม่ใช่งมงายและเชื่อทุกอย่างที่เราได้ยิน

เพื่อที่เราจะได้สอนลูกหลานและคนรอบข้างของเราสิ่งที่ตรงตามหลักพระคัมภีร์ 

แม้จะมีหลายที่เราไม่รู้เกี่ยวกับวันคริสต์มาส แต่เรารู้สิ่งที่เรารู้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

พระเจ้าทรงโลกและได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ลงมาในโลกนี้ในถานะมนุษย์

ด้วยฤทธิ์เดชของพระองค์ ผ่านทางหญิงพรมจารีที่ชื่อมารีย์ในบ้านเบธเลเฮม

ทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขา!

และทุกคนที่กลับใจจากความบาปและเชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์

และเราควรใช้ชีวิตเพื่อติดตามและรับใช้พระองค์ตลอดไป

นี่คือแก่นแท้ของวันคริสต์มาส! ขอให้ฉลองให้พระเยซูเป็นจุดศูนย์กลาง

สุขสันต์วันคริสต์มาส!


Scroll to Top