
เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Congerdesign วันที่: 23/02/2026
เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมพอคริสเตียนได้รับความรอดแล้ว เราไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าทันทีเลย?
กล่าวคือ เหตุใดช่องว่างระหว่างตอนที่เรามาเชื่อในพระคริสต์กับวันที่เราจะได้เจอพระองค์นั้นมันช่างใหญ่เหลือเกิน?
คำถามในลักษณะนี้ตอบได้ในหลายมุม แต่ผมเชื่อว่าคำตอบหนึ่งก็คือนั่นเหตุผลหนึ่งที่พอเรามาเชื่อแล้วไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าทันทีเลยก็เพราะว่าพระองค์นั้นมีแผนการและหน้าที่ให้กับคริสเตียนเราแต่ละคนบนโลกนี้ เหมือนที่เอเฟซัส 2:10 บอกว่าเพื่อที่เรานั้นจะได้ทำการดีถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ทรงเรียกและเลือกให้เราได้รับความรอดโดยพระคุณของพระองค์ในพระเยซูคริสต์เจ้า!
“เหตุผลหนึ่งที่พอเรามาเชื่อแล้วไม่ได้ไปอยู่กับพระเจ้าทันทีเลย ก็เพราะว่าพระองค์นั้นมีแผนการและหน้าที่ให้กับคริสเตียนเราแต่ละคนบนโลกนี้”
และหนึ่งในความรับผิดชอบที่พระองค์ทรงกำชับกับคริสเตียนทุกคนก็คือ การประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้กับผู้อื่นได้รับรู้ หรือถ้าใช้ภาษาที่เราคุ้นเคยก็คือ เพื่อให้เรานั้นประกาศข่าวประเสริฐ!
ซึ่งในเรื่องนี้พระคัมภีร์นั้นชัดเจนมาก ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะทรงเสด็จกลับไปที่สวรรค์ พระองค์กำชับกับสาวกของพระองค์(ทั้งสาวกในเวลานั้นและตลอดไป)ว่า “เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:19-20) คำสั่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ขับเคลื่อนคริสตจักรตั้งแต่ยุคสาวกจวบจนถึงทุกวันนี้ ท่านเปโตร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่รับพระมหาบัญชานี้ของพระองค์ได้เขียนไว้ว่า “แต่ในใจของพวกท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมพร้อมเสมอ ที่จะอธิบายกับทุกคนที่ขอทราบเหตุผลเกี่ยวกับความหวังของพวกท่าน” 1 เปโตร 3:15”
ซึ่งท่านเปโตร “ดำเนินชีวิตอย่างที่ท่านสอน” เพราะเราเห็นท่านยืนประกาศท่ามกลางผู้คนอย่างกล้าหาญในกิจการบทที่ 2(อ่านข้อที่ 22-42) ถัดมาในบทที่ 4 ก็ป่าวประกาศว่า “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย เพราะว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้นั้น ไม่โปรดให้มีท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” และในกิจการ 4:19 เราก็เห็นความทุ่มเทและความเด็ดเดี่ยวในการประกาศเพราะท่านลูกาบันทึกไว้ว่า “แต่เปโตรกับยอห์นกล่าวตอบพวกเขาว่า “เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าเราควรเชื่อฟังพวกท่านหรือควรเชื่อฟังพระเจ้า ขอพวกท่านพิจารณาดู เพราะเราไม่สามารถหยุดพูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน”
แม้พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ว่าท่านเปโตรมีจุดจบอย่างไร แต่หลายๆ คนก็เชื่อว่าท่านสละชีวิตเพราะข่าวประเสริฐที่ให้ความรอดกับท่าน (อ่านยอห์น 21:18-19)
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของพระคัมภีร์และประวัติศาสตร์ของคริสเตียนเรา
แต่เราก็อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า แต่ว่านั่นคือท่านเปโตร เราทำแบบนั้นไม่ได้ และเราไม่ควรไปเปรียบเทียบกับท่านเปโตร!
แน่นอนว่าผมไม่ได้พยายามเปรียบเทียบกับท่านเปโตร แต่แค่ยกตัวอย่างเพื่อที่เราจะได้ดูเป็นแบบอย่าง
เราอาจจะไม่สามารถรับใช้ให้เกิดผลอย่างยิ่งใหญ่เหมือนกับท่านเปโตรได้ แต่ว่าเราสามารถรับใช้พระเจ้าโดยการประกาศอย่างสัตย์ซื่อในบริบทของเราได้
เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา (ซึ่งคริสเตียนส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รับใช้เต็มเวลา) แต่ว่าเราสามารถรับใช้พระเจ้าในกิจวัตรประจำวันของเราได้
แต่บางท่านก็อาจจะมีข้ออ้างอีกว่า แต่ว่าเราไม่ได้มีของประทานหรือความสามารถในการประกาศ เราไม่ได้พูดเก่งหรือเรียนพระคัมภีร์จึงไม่สามารถพูดโน้มน้าวใครได้
แต่ผมอยากจะหนุนใจว่า นั่นเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อนไปจากพระคัมภีร์ เพราะเราต้องไม่ลืมว่าหน้าที่ที่แท้จริงที่พระคัมภีร์กำชับกับเรานั้นคืออะไร กล่าวคือ พระเจ้า/พระคัมภีร์คาดหวังอะไรจากเราในการประกาศ?
พระเจ้าคาดหวังให้เรามีความสัตย์ซื่อในการประกาศความจริงของพระเจ้า เพราะฉะนั้น หน้าที่ของคริสเตียนเราในการประกาศคือการป่าวประกาศความจริงของพระเจ้าตามหลักพระคัมภีร์
พระเจ้าไม่เคยสั่งให้เราประกาศข่าวประเสริฐและ “ทำ” ให้คนมาเชื่อให้ได้
พระคำของพระเจ้าไม่เคยบอกว่าถ้าเราประกาศแล้วไม่มีคนมาเชื่อก็เท่ากับว่าเราล้มเหลวในการประกาศ
ไม่เลย!
เพราะการทำให้คนเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นการทรงงานของพระเจ้า ใครก็ตามในโลกนี้ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม ไม่สามารถทำให้ใครมาเชื่อในพระเจ้า ทุกครั้งที่มีคนมาเชื่อ นั่นคือการทรงงานของพระเจ้าในชีวิตของคนๆ นั้น
เพราะฉะนั้น อย่าคิดว่าถ้าเราประกาศแล้วไม่มีคนรับเชื่อ เราได้ล้มเหลวแล้ว
อย่าได้คิดว่าถ้าเราประกาศแล้ว มีคนปฏิเสธสิ่งที่เราประกาศ เราเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง
“การทำให้คนเชื่อในข่าวประเสริฐของพระเจ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา แต่เป็นการทรงงานของพระเจ้า”
แต่จงจำไว้ว่า ทุกครั้งที่เราประกาศข่าวประเสริฐอย่างสัตย์ซื่อตามหลักพระคัมภีร์ เราก็ทำหน้าที่ของเราในการประกาศอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่พระคำของพระเจ้าออกไปจากปากของเราและได้ไปถึงหูของผู้ฟัง เราก็ได้รับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อแล้ว จากนั้นเราก็อธิษฐานคนที่ได้ยินได้ฟังที่พระเจ้าจะทรงทำให้เกิดผล ส่วนที่เหลือนั้นก็เป็นการทรงงาของพระเจ้า
อุปมาเรื่องหนึ่งที่สวยงามที่สุดก็คืออุปมาเรื่องพืชที่งอกเอง ซึ่งเขียนไว้ว่า
“…แผ่นดินของพระเจ้าเปรียบเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน กลางคืนเขาก็นอนหลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น พืชนั้นจะงอกขึ้นหรือเติบโตอย่างไรเขาไม่รู้ เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกงามโดยขึ้นเป็นลำต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง เมื่อสุกแล้วเขาก็เอาเคียวไปเก็บเกี่ยวทันที เพราะว่าถึงฤดูเกี่ยวแล้ว” (มาระโก 4:26-29)
ชายคนนี้ที่ไปหว่านเมล็ดและจากนั้นกลับไปนอนและใช้ชีวิตตามปกติ และพืชก็เติบโตขึ้นเอง เช่นเดียวกัน คริสเตียนเราก็ประกาศอย่างเต็มที่และอย่างสัตย์ซื่อ จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นการทรงงานของพระเจ้า! ไม่ต้องมานั่งเครียดว่าจะมีคนมาเชื่อไหม (แน่นอนว่าเราต้องไม่หยุดประกาศและอธิษฐาน)
ไม่ว่าจะมีคนมาเชื่อหรือไม่จากการประกาศของเรา ไม่มีอะไรสูญเปล่า และพระเจ้าจะทรงให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ในเวลาและวิถีของพระองค์ อิสยาห์ 55:10-11 เขียนไว้อย่างสวยงามว่า
“เพราะเหมือนฝนและหิมะลงมาจากฟ้าสวรรค์ และไม่กลับที่นั่นเว้นแต่ได้รดแผ่นดินโลก แล้วทำให้บังเกิดผลและแตกหน่อ ทั้งให้เมล็ดพืชแก่ผู้หว่านและอาหารแก่คนกิน ทำนองเดียวกัน คำของเราที่ออกจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าๆ แต่จะทำให้สิ่งที่เราพอใจนั้นสำเร็จ และให้สิ่งที่เราใช้ไปทำนั้นเสร็จสิ้น”
ด้วยเหตุนี้ ขอให้เราประกาศอย่างเต็มที่และอย่างสัตย์ซื่อตามหลักพระคัมภีร์ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาเชื่อหรือว่าจะปฏิเธธ จากนั้นก็กลับไปนอนและใช้ชีวิตต่อไปอย่างชื่นชมยินดี ที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นการทรงงานของพระเจ้า ซึ่งนอกเหนือกำลังของเรา
ให้เราทำในสิ่งที่เราทำได้ และให้พระเจ้าทำในสิ่งที่พระเจ้าเท่านั้นที่จะทำได้!
“ให้เราทำในสิ่งที่เราทำได้ และให้พระเจ้าทำในสิ่งที่พระองค์เท่านั้นที่จะทำได้”
