
เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Caro_oe92 วันที่: 09/02/2026
คนทั่วโลกไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไรก็ตามมักจะเคยชินกับกันใช้คำว่า “โชค” ถ้ามีบางสิ่งบางอย่างดีๆ เกิดขึ้นก็จะบอกว่าเป็นความ “โชคดี” ในขณะเดียวกันก็มักจะโยนให้ “ความโชคร้าย” ในกรณีที่มีเรื่องในแง่ลบเกิดขึ้น หรือเวลาต้องลาจากกันหรือในคำอวยพร ก็มักจะใช้คำว่า “โชคดี” หรือไม่ก็ “ขอให้โชคดี”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองไทย เรื่องโชคหรือดวงเป็นองค์ประกอบเงียบๆ อย่างหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของผู้คน เราจึงมักจะได้ยินผู้คนให้ความสำคัญเรื่องโชคลางของขลัง ของนำโชค หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ป็นจำนวนมาก เราจะเห็นได้จากการที่มีความเชื่อสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ (เช่น การแต่งหรือจัดบ้าน เป็นต้น) ทั้งนี้ เพื่อความเป็น “สิริมงคล” ต่อชีวิต หรือ อีกด้านหนึ่งที่เราเห็นได้ชัดคือ เรื่องการดูดวง ผูกดวง หรือการแก้ดวง เป็นต้น แต่ว่านั่นก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเราไม่ได้มีเวลาไปแตะในส่วนนั้นเพราะไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบทความนี้
แต่ว่าประเด็นที่อยากจะเชิญชวนมาใคร่ครวญก็คือ คริสเตียนเราเชื่อในเรื่อง “โชค” หรือไม่? ที่สำคัญ พระคัมภีร์สอนอย่างไร? แล้วคริสเตียนควรดูดวงไหมหรือควรมีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว?
ตามหลักพระคัมภีร์แล้ว ประเด็นนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแค่อาจจะยอมรับได้ยากสำหรับหลายๆ คน คริสเตียนเราไม่เชื่อในเรื่องของ “โชค” หรือ “ดวง” เพราะไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์
“คริสเตียนเราไม่เชื่อในเรื่องของ “โชค” หรือ “ดวง” เพราะไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์”
เหตุผลหลักๆ ก็เพราะว่าพระคัมภีร์สอนอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ (อ่านเพิ่มเติมใน ปฐมกาล 1:1; ยอห์น 1:1-3; สดุดี 102:25; กิจการของอัครทูต 17:24ก; สดุดี 89:11; สดุดี 90:2; โคโลสี 1:16)
และไม่เพียงเท่านั้น สรรพสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาก็อยู่ในการควบคุมของพระองค์ด้วย กล่าวคือ พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างทุกสิ่งอย่างขึ้นมาแล้วให้ทุกอย่างดำเนินด้วยตัวของมันเอง แต่พระองค์ยังทรงค้ำจุนทุกสิ่งอย่างอีกด้วย(โคโลสี 1:17; ฮีบรู 1:3)
“พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างทุกสิ่งอย่างขึ้นมาแล้วให้ทุกอย่างดำเนินด้วยตัวของมันเอง แต่ยังค้ำจุนทุกสิ่งอย่างอีกด้วย”
ด้วยเหตุนี้ ก็เท่ากับว่าไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นในจักรวาลนี้ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า กล่าวคือ ทุกความเป็นไปในจักรวาลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชค แต่เกิดขึ้นภายใต้การทรงนำของพระเจ้า เรื่องโชคลางสำหรับคริสเตียนเราจึงไม่มีอยู่จริงและไม่ใช่คำสอนหรือความเชื่อตามหลักพระคัมภีร์ (ส่วนการที่คนไม่ใช่คริสเตียนหรือคนที่เพิ่งมาเป็นผู้เชื่อใหม่ที่ยังเชื่อในเรื่องดังกล่าวอยู่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง)
มีพระคำข้อหนึ่งที่น่าสนใจ ในสุภาษิต16:33 เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า“ฉลากถูกทอดลงที่ตัก แต่ผลที่ออกทุกอย่างมาจากพระยาห์เวห์” สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดูซับซ้อนและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ถ้าเราเชื่อแบบนี้ เราก็พูดต่อไปได้ว่า เรื่องบังเอิญหรือเรื่องดวงต่างๆ ก็ไม่เป็นความจริง คริสเตียนเราจึงไม่เชื่อในเรื่องเหล่านี้ มีแต่สิ่งที่พระเจ้าให้เกิดขึ้นกับสิ่งที่พระเจ้าไม่ให้เกิดขึ้น
“ทุกความเป็นไปในจักรวาลนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือโชค แต่เกิดขึ้นภายใต้การทรงนำของพระเจ้า”
นอกเหนือจากนี้ ก็มีข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ในพระคัมภีร์เดิม ที่มีต่อต้านการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสตร์ในเรื่องการดูดวงอย่างชัดเจน เช่น เลวีนิติ 19:26 บอกว่า “…ห้ามเป็นหมอดูหรือเป็นหมอผี” และข้อที่ 31 ก็เขียนย้ำไว้ว่า “อย่าไปหาคนทรงหรือพ่อมดแม่มด อย่าเที่ยวค้นหาให้ตนเป็นมลทินไปเพราะพวกเขาเลย เราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า” ถัดมาใน เฉลยธรรมบัญญัติ 18:10-12 เจาะจงเพิ่มเติมไว้ว่า “ห้ามใครในพวกท่านยอมให้บุตรชายหรือบุตรหญิงของตนลุยไฟ เป็นคนทำนาย เป็นหมอดู เป็นโหร หรือเป็นนักวิทยาคม เป็นหมอผี เป็นคนทรง เป็นพ่อมด แม่มด หรือเป็นหมอพราย ทุกคนที่ทำสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นที่รังเกียจแด่พระยาห์เวห์ และเพราะสิ่งพึงรังเกียจเหล่านี้ พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านจึงทรงขับไล่พวกเขาไปพ้นหน้าท่าน ท่านจงเป็นคนปราศจากตำหนิต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน” หรือ อิสยาห์ 8:19 ที่บอกว่า “’19และเมื่อเขาทั้งหลายกล่าวกับพวกท่านว่า “จงปรึกษากับคนทรงหรือพ่อมดแม่มดผู้ร้องเสียงจ้อกแจ้กและเสียงพึมพำ” ไม่ควรหรือที่ประชาชนจะปรึกษาพระเจ้าของเขา? ควรหรือที่เขาจะไปปรึกษาคนตายเพื่อคนเป็น?”
เราจึงจะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์ค่อนข้างที่จะชัดเจนในเรื่องนี้
แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีบางเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ที่เราอ่านแล้วดูเหมือนว่ามีการเสี่ยงโชคกัน ซึ่งทำให้เราเกิดคำถามว่าทำไมจึงทำแบบนั้นกัน เช่น โยนาห์ 1:7 ตอนที่โยนาห์หนีจากพระเจ้าและมีพายุลูกใหญ่เกิดขึ้น ผู้คนบนเรือก็พูดกันว่า “’เขาทั้งหลายก็พูดกันว่า “มาเถอะ ให้เราจับฉลากกัน เพื่อเราจะรู้ว่า ใครเป็นต้นเหตุให้ภัยนี้เกิดขึ้นกับเรา” ดังนั้นเขาก็จับฉลาก ฉลากนั้นตกที่โยนาห์’ อันนี้ไม่น่าแปลกใจเพราะเป็นการกระทำของคนที่ไม่ใช่ผู้เชื่อ (แม้ผลที่ออกมาเป็นของพระเจ้า) แต่ที่โด่งดังก็คือขั้นตอนการเลือกสาวกมาทดแทนยูดาสในกิจการ 1:26 ที่เขียนไว้ว่า “เขาทั้งหลายจึงจับฉลากกัน และฉลากนั้นได้แก่มัทธีอัส เขาจึงได้รับเลือกให้อยู่ในกลุ่มอัครทูตสิบเอ็ดคนนั้น” เวลาเราเจอพระคำในลักษณะนี้ (หรือเรื่องอื่นๆ ที่อาจจะดูแปลก) เราต้องไม่ลืมว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์นั้นไม่ได้เป็นคำสั่งว่าเราต้องทำตามหรือเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เราต้องดูพระคัมภีร์โดยรวมเป็นองค์ประกอบว่าสอนในเรื่องดังกล่าวอย่างไร เพราะในพระคัมภีร์บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ มากมายไว้ รวมถึงเรื่องที่ขัดต่อพระประสงค์ของพระเจ้าด้วย
เพราะฉะนั้น ขอให้คริสเตียนเราตระหนักไว้ว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า พระเจ้าไม่เคยมองลงมาบนโลกนี้ และพูดด้วยความตกใจว่า “ไม่เคยคิดว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น” เพราะว่าพระเจ้าทรงอยู่เหนือทุกสิ่งอย่าง และแทนที่เราจะคิดในแง่ของโชค ให้เราเข้าใจว่า เป็นพระประสงค์ หรือ น้ำพระทัยของพระองค์
เราที่เป็นคริสเตียนก็อย่าไปบอกใครว่า “โชคดี” แต่ให้บอกว่า “พระเจ้าอวยพร” “ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า” หรือ “ขอพระเจ้านำพา” เพราะแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ความบาปหรือเป็นพิษภัยแต่ประการใด เราก็ต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่เราก้มหัวใหักับเรื่อง “โชคดี” “ดวงดี” “โชคร้าย” หรือว่า “ดวงตก” เราก็ปฏิเสธว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า
“ทุกครั้งที่เราก้มหัวใหักับเรื่อง “โชคดี” “ดวงดี” “โชคร้าย” หรือว่า “ดวงตก” เราก็ปฏิเสธว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า”
