ความหมายและความสำคัญของหีบพันธสัญญา

แชร์บทความนี้

เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย:  JeffJacob1990 วันที่: 23/03/2026

เวลาเราอ่านหรือว่าศึกษาพระคัมภีร์เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล สิ่งหนึ่งที่เรามักจะเห็นว่ามีบทบาทสำคัญก็คือ หีบพันธสัญญา หรือ ที่ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า“The Ark of the Covenant” ซึ่งเรื่องหีบพันธญญานี้มีการกล่าวถึงในพระคัมภีร์ฉบับใหม่ด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คริสเตียนควรจะทำความเข้าใจไว้คร่าวๆ ว่ามันคืออะไรและมีความนัยสำคัญอย่างไรบ้าง นี่คือวัตถุประสงค์ของบทความสั้นๆ นี้

หีบพันธสัญญา (The Ark of the Covenant) นั้นเป็นหีบหรือว่ากล่องที่ทำด้วยไม้และทองคำที่พระเจ้าให้ชนชาติอิสราเอลนั้นทำขึ้นมา มันเป็นสัญญลักษณ์หนึ่งของการสถิตของพระเจ้า เราจึงจะเห็นได้ว่าเมื่อมีการเดินทางหรือการย้ายถิ่นฐานของคนของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ประชาชนของพระองค์ต้องแบกไปด้วย และที่สำคัญ สถานที่ในการเก็บนี้ก็มีความสำคัญ เพราะว่าต้องเก็บหีบนี้ไว้ในห้องชั้นในสุดของพลับพลา (ซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า เป็นสถานที่ที่ให้ทำขึ้นมาชั่วคราวก่อนที่จะมีการสร้างพระวิหารอย่างเป็นทางการ) 

ส่วนคุณลักษณะโดยทั่วไปของหีบนี้นั้นมี “ฝาทอง” ที่เปิดปิดได้ และสิ่งที่บรรจุอยู่ในหีบพันธสัญญานี้ก็คือ แผ่นศิลาบัญญัติสิบประการที่พระเจ้าทรงประทานให้กับชนชาติอิสราเอลผ่านทางผู้รับใช้ที่ชื่อโมเสส แต่ว่ามีของอีกสองชิ้นในนั้นก็คือ ถาดทองคำใส่มานา และไม้เท้าของอาโรน ในเรื่องดังกล่าวนี้ ฮีบรู 9:4 เขียนไว้ว่า “…มีหีบพันธสัญญาหุ้มด้วยทองคำทุกด้าน ภายในนั้น มีโถทองคำบรรจุมานา มีไม้เท้าของอาโรนที่ออกดอกตูม และมีแผ่นศิลาจารึกพันธสัญญา” (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ อพยพ 16:33, กันดาววิถี 17:8-10 อพยพ 25:16; เฉลยธรรมบัญญัติ 10:3-5 เป็นต้น)

แต่ว่าส่วนที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของหีบพันธสัญญาคือตำแหน่งที่เรียกว่า“พระที่นั่งกรุณา” หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Mercy Seat” นั่นก็คือ บริเวณฝาของหีบพันธสัญญานั่นเอง 

ทำไมต้องเป็นคำราชาศัพท์? เหตุผลก็เพราะว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ว่าที่ตำแหน่งที่พระเจ้าจะทรงนั่ง ซึ่งเชื่อกันว่าที่มาของคำว่า “พระที่นั่งกรุณา” มีต้นต่อมาจากภาษาฮีบรู ซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับของพระคัมภีร์ฉบับเดิม ที่แปลได้ว่า “ชำระ ยกเลิก ไถ่โทษ ปกคลุม”

แล้วทำไมพระที่นั่งและความหมายเหล่านี้จึงมีความสำคัญ? มันสำคัญเพราะว่าเป็นสถานที่ที่ปุโรหิตในสมัยก่อนนั้นจะทำพิธีเพื่อชำระล้างบาปของตน ของครอบครัว และของประชนชน ซึ่งตอนที่ทำพิธีนั้น ปุโรหิตจะพรมเลือดของสัตว์ที่ถูกฆ่าลงไปบนพระที่นั่งกรุณา เพื่อขอให้พระเจ้าทรงอภัยบาปให้ (ดูเกี่ยวกับวันแห่งการลบมลทินเพิ่มเติมใน เลวีนิติ 16 ) และในพระคัมภีร์ฉบับเดิม การได้รับการอภัยจากพระเจ้ามักเชื่อมโยงกับเลือดอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น พระที่นั่งกรุณานั้นเป็นความหวังเดียวของปุโรหิตและประชาชนที่จะได้รับการอภัยบาปจากพระเจ้า

และพอตัดภาพมาที่พระคัมภีร์ใหม่ในคำสอนของพระเยซู มีเรื่องๆ หนึ่งที่พระเยซูมีการพูดถึงพระที่นั่งนี้ในทางอ้อมที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงและอาจจะช่วยให้เรามีความซาบซึ้งในเรื่องหีบพันธสัญญามากคือ นั่นก็คือในอุปมาเรื่องฟาริสีและคนเก็บภาษี(ลูกา 18:9-14) ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายสองคนที่แตกต่างกันมากที่ไปอธิษฐานในพระวิหารของพระเจ้า ในเรื่องนี้พระเยซูบอกว่าฟาริสีอธิษฐานว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่นที่เป็นคนฉ้อโกง เป็นคนอธรรม และเป็นคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ข้าพระองค์ถืออดอาหารสองวันต่อสัปดาห์ และสิ่งสารพัดที่ข้าพระองค์หาได้ ข้าพระองค์ก็เอาทศางค์มาถวายเสมอ” (ข้อที่ 11-12)

“ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด”

แต่พอตัดมาในคำอธิษฐานของคนเก็บภาษี พระเยซูบอกว่าคนเก็บภาษีอธิษฐานเพียงสั้นๆ ว่า “ ส่วนคนเก็บภาษีนั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่ยอมแม้แต่แหงนหน้าดูฟ้า แต่ตีอกชกตัวกล่าวว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด” (ข้อที่ 13) ซึ่งหนึ่งในหลายๆ อย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับคำอธิษฐานนี้ก็คือคำว่า “ขอทรงเมตตา” เหตุก็เพราะว่าหลายคนเชื่อว่าสิ่งที่คนเก็บภาษีคนนี้ขอนั้นลึกซึ้งมากกว่าที่เราเห็น เพราะคำว่า “ขอทรงเมตตา” ในภาษากรีกคือคำว่า “hilaskomai” ใช้ในพระคัมภีร์ฉบับเดิมที่เป็นภาษากรีก(ต้นฉบับคือ ฮีบรู) และในพระคัมภีร์ฉบับใหม่พูดถึง “พระที่นั่งแห่งความเมตตา” หรือ ที่นั่งแห่งความเมตตา สื่อถึงฝาของ หีบแห่งพันธสัญญา (อพยพ 25:17, 18, 21;ฮีบรู 9:5) แล้วหีบแห่งพันธสัญญาคืออะไร? ใช้ทำอะไร? แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับคำอธิษฐานของคนเก็บภาษี 

จึงมีคนให้ข้อสังเกตว่าคนเก็บภาษีคนนี้อาจจะเข้าใจหรือเคยได้ยินพระคัมภีร์ฉบับเดิมมาก่อน(หรือสิ่งที่เขากล่าวนั้นลึกซึ้งกว่าเขาตั้งใจจะพูด) เพราะเขาไม่เพียงแค่ขอความเมตตาจากพระเจ้าโดยทั่วไป แต่เราสามารถแปลคำขอของเขาว่า “ขอให้พระองค์มองผมเหมือนตอนที่พระองค์ทรงมองฝาหีบที่มีเลือดของสัตว์ที่ถูกฆ่าเพื่อไถ่บาป” เพราะว่าในพระคัมภีร์ เลือดกับการให้อภัยนั้นเป็นของคู่กัน เขาขอกับพระเจ้าขอให้พระองค์มองเขาเหมือนหนึ่งเขาถูกปกคลุมโดยเลือดที่มีสัตว์ที่บริสุทธิ์ที่ตายแทนความบาปของเขา ประมาณว่า “พระเจ้าทรงให้อภัยบาปกับผมไม่ใช่เพราะความดีอะไรของผม แต่เพราะมีคนที่รับบาปนั้นแทนแล้ว”

ตอนที่พระเยซูทรงเล่าอุปมาเรื่องนี้ พระองค์ยังไม่ได้สิ้นพระชนม์ ผู้คนยังไม่เห็นภาพยังชัดเจน ถ้าคนเก็บภาษีรู้ สิ่งที่เขาต้องพูดก็คือ ขอพระเจ้าทรงกรุณาและยกโทษความบาปอันใหญ่หลวงให้เขา ไม่ใช่โดยการมองมาที่เขา แต่ว่ามองไปที่ไม้กางเขน มองไปที่สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ เพราะเขาเชื่อในพระองค์ จริงๆ แล้ว พิธีต่างๆ ที่ทำกันในพระคัมภีร์ฉบับเดิม ไม่ใช่ของจริง แต่พระเจ้าให้ทำเพื่อเป็นหมายสำคัญถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือการเสด็จลงมาของพระเยซูและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ฮีบรู 10:1 เขียนไว้ว่า “เพราะเหตุที่ธรรมบัญญัติเป็นเพียงเงาของสิ่งประเสริฐทั้งหลายที่จะมาในภายหลัง ไม่ใช่ตัวจริง จึงไม่สามารถทำให้ผู้ที่เข้าเฝ้าพระเจ้าพร้อมกับเครื่องบูชาที่พวกเขาถวายเหมือนเดิมทุกปีเสมอมานั้น ถึงความสมบูรณ์ได้”

แต่ว่าของจริงคือพระเยซูคริสต์และสิ่งที่เกิดขึ้นบนไม้กางเขน พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบล้างบาปที่แท้จริง เหมือนที่พระที่นั่งกรุณาเป็นความหวังเดียวที่คนในพระคัมภีร์ฉบับเดิมจะได้รับการอภัยในพระคัมภีร์ฉบับใหม่พระเยซูคริสต์ที่เป็นความหวังเดียวที่ผู้คนจะได้รับการอภัยบาปได้! แท้จริงแล้ว เป็นแบบนั้นตั้งแต่ฉบับเดิมจนถึงปัจจุบันและตลอดไป พระเยซูคริสต์เป็นความหวังเดียวของความรอด ความบาปทุกความบาปที่ได้รับการอภัยโดยพระเจ้านั้น เกิดขึ้นในพระเยซูคริสต์ ฮีบรู 7:27 เขียนไว้ว่า “พระเยซูไม่ต้องนำเครื่องบูชามาทุกๆ วัน (เหมือนอย่างมหาปุโรหิตคนอื่นๆ ที่ตอนแรกถวายสำหรับบาปของตัวเอง แล้วจึงถวายสำหรับบาปของประชาชน) เพราะพระองค์ทรงถวายเครื่องบูชาครั้งเดียวเป็นพอ เมื่อพระองค์ทรงถวายพระองค์เอง” 

“ชายคนนี้เขาขอสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะขอจากพระเจ้าได้

นั่นก็คือ จิตวิญญาณของเขา” ซี. เอช. สเปอร์เจียน

เราจึงจะเห็นได้ว่าคนเก็บภาษีคนนี้เขาร้องขอความรอดจากพระเจ้า ขอให้พระองค์ประทานชีวิตให้! ซี. เอช. สเปอร์เจียน ให้ความเห็นไว้ว่าชายคนนี้เขาขอสิ่งที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะขอจากพระเจ้าได้ นั่นก็คือ จิตวิญญาณของเขา เราจะเห็นคำร้องขอแบบนี้ในพระคัมภีร์หลายที่ เช่น สดุดี 51:1 กษัตริย์ดาวิดอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์ ตามความรักมั่นคงของพระองค์ ตามพระกรุณาอันอุดมของพระองค์ ขอทรงลบบรรดาการละเมิดของข้าพระองค์” ในมัทธิว 14:30 ตอนที่เปโตรกำลังจะจมน้ำตาย เขาร้องต่อพระเยซูว่า “…องค์พระผู้เป็นเจ้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย” 

คนบาปอย่างเราจะไปขออะไรต่อพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ได้นอกจากร้องขอความเมตตา พระคุณ และพระกรุณาจากพระเจ้า! เวลาเราพูดถึงความรอดของเราในพระเจ้า เราไม่ต้องการความยุติธรรม แต่เราต้องการความเมตตา เพราะความยุติธรรมคือการได้รับในสิ่งที่เราสมควรจะได้รับ คือ การลงโทษ แต่ความเมตตาคือการที่เราไม่ได้รับในสิ่งที่เราสมควรจะได้รับ  เราจึงร้องขอต่อพระเจ้าให้อภัยให้เรา ให้มีเมตตาต่อเรา นั่นคือสิ่งที่คนเก็บภาษีกระทำอยู่ในอุปมาเรื่องนี้ และควรเป็นสิ่งที่คนบาปทุกคนต้องทำ และคำร้องขอของเราเป็นไปได้เพราะองค์พระเยซูคริสต์เจ้าผู้ทรงเป็น “…พระเมษโปดก ของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป” (ยอห์น 1:29)

“คนบาปอย่างเราจะไปขออะไรต่อพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์ได้นอกจากร้องขอความเมตตา

พระคุณ และพระกรุณาจากพระเจ้า”


Scroll to Top