คุณลักษณะของคนที่เป็นภัยคริสตจักร (3)

แชร์บทความนี้

เขียนโดย: ดร.ศิริพงษ์ ย. รูปภาพโดย: Qimono  วันที่: 03/12/2025

 

(บทความนี้เป็นตอนที่ 3 และตอนสุดท้ายของบทความที่ชื่อ

“คุณลักษณะของคนที่เป็นภัยต่อคริสตจักร”

ถ้าหากท่านยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 และ 2  สามารถอ่านได้ตามลิงค์ด้านล่างนี้

อ่านตอนที่ 1 https://drsiripong.com/คุณลักษณะของคนที่เป็นภ/

อ่านตอนที่ 2 https://drsiripong.com/คุณลักษณะของคนที่เป็นภ-2/ )

 

5. คนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา

ลองนึกภาพคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมตัวกัน และมีแต่ความอิจฉาริษยาต่อกันและกัน?

ลองนึกภาพคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่ารักกัน แต่ว่ามีแก่งแย่งชิงดีกันว่าใครจะโดดเด่นกว่า?

ลองนึกภาพคนกลุ่มหนึ่งที่ขัดแข้งขัดขากันเองหรือต้องแข่งขันอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตนนั้นนั้นอยู่เหนือกว่าคนอื่น?

ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม ก็เป็นสถานที่ที่ไม่น่าอยู่เสียเท่าไหร่

แล้วยิ่งถ้าเป็นคริสตจักรของพระเจ้า ก็ไม่เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าเลย

แต่ที่น่าเศร้ากว่าก็คือ ความอิจฉาริษยานั้นยังเกิดขึ้นในคริสตจักร

แน่นอนว่าไม่มีใครที่ประกาศออกมาอย่างนั้น แต่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในจิตของคริสเตียน

และบางที เขาอาจจะเผยให้เราเห็นผ่านทางความคิด คำพูด และการกระทำของเขา

แต่ว่าคนที่เห็นอยู่ตลอดเวลาก็คือ พระเจ้าและตัวเขาเอง

แล้วถามว่ามีอะไรให้อิจฉากันในคริสตจักร? สำหรับคำตอบนั้นมีมากมายหลายอย่าง เช่น

 

    • อิจฉาอาชีพการงานของสมาชิก

    • อิจฉาของประทานของสมาชิก

    • อิจฉาชีวิตคู่หรือครอบครัวของสมาชิก

    • อิจฉาศิษยาภิบาลในคริสตจักร

    • อิจจฉาเพื่อนสมาชิกที่มีหน้าที่ที่โดดเด่นในคริสตจักร เป็นต้น

เราจึงจะเห็นได้ว่า เมื่อความอิจฉาริษยาเกิดขึ้น มันจะเป็นภัยต่อของคริสตจักรได้มากแค่ไหน

มันไม่เพียงแต่กัดกร่อนหัวใจของผู้ที่อิจฉา

แต่ว่ายังเป็นอุปสรรค(อย่างเงียบๆ) ในการเติบโตของคริสตจักร

เหตุก็เพราะว่าคนที่มีความอิจฉาริษยานั้น จะไม่ได้มองที่การเสริมสร้างคริสตจักรหรือเพื่อนสมาชิก

แต่มองว่าจะยกตัวเองให้สูงขึ้นหรือดึงคนอื่นให้ต่ำลงมาได้อย่างไร

“คนที่มีความอิจฉาริษยานั้น จะไม่ได้มองที่การเสริมสร้างคริสตจักรหรือเพื่อนสมาชิก แต่มองว่าจะยกตัวเองให้สูงขึ้นหรือดึงคนอื่นให้ต่ำลงมาได้อย่างไร

มีข้อพระคัมภีร์มากมายที่พูดถึงความอิจฉาริษยา เช่น

 

    • 1 โครินธ์ 13:4-5 บอกว่าคุณลักษณะหนึ่งของความรักที่แท้จริงคือ “ไม่อิจฉา”

    • อพยพ 20:17 “ห้ามโลภบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน ห้ามโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน หรือทาสทาสีของเขา หรือโค ลาของเขา หรือสิ่งใดๆ ซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน” (วันนี้เราอาจจะไม่ได้อยากได้โคหรือลาของคนอื่นๆ แต่ว่ามีสิ่งอื่นๆ มาทดแทน)

    • ยากอบ 3:16 “เพราะว่าที่ไหนมีความริษยาและความมักใหญ่ใฝ่สูง ที่นั่นก็มีความวุ่นวายและการทำชั่วทุกอย่าง

    • โรม 1:29 “พวกเขาเต็มด้วยการอธรรมทุกชนิด ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน การวิวาท การหลอกลวง การคิดร้าย พูดนินทา”

    • กาลาเทีย 5:21 บอกว่าการงานหนึ่งของเนื้อหนังคือ “การอิจฉากัน”

    • สุภาษิต 14:30 “จิตใจสงบให้ชีวิตแก่เนื้อหนัง แต่ความอิจฉาทำให้กระดูกผุ” เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องหมั่นฆ่าความอิจฉาริษยาในใจของเราอยู่ตลอดเวลา เพราะมิเช่นนั้น มันจะทำลายตัวเราเองหรือผู้คนรอบข้างเรา และที่สำคัญคริสตจักรที่เต็มไปด้วยคนที่มีความอิจฉาต่อกันและกันจึงไม่สามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถเป็นคริสตจักรที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้เลย

หมั่นฆ่าความอิจฉาริษยาในใจของเราอยู่ตลอดเวลา เพราะมิเช่นนั้น มันจะทำลายตัวเราเองหรือผู้คนรอบข้างเรา

 

6.คนที่ชอบซุบซิบนินทา

ยาพิษหนึ่งที่คนในคริสตจักรต่างดื่มดำ่กันอย่างไม่รู้ตัว(หรือรู้ตัวดี)และเป็นภัยต่อคริสตจักรคือ “การซุบซิบนินทากัน” ภาษาอังกฤษคือคำที่เราคุ้นเคยกันดีคือ “Gossip” 

บางคนไม่เพียงแต่ชอบการซุบซิบนินทากัน แต่ว่าการกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนน้ำที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ พูดง่ายๆ ก็คือ สำหรับบางคน ความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตคือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการนินทาคน บางทีเราอาจจะมีคนแบบนี้อยู่ในชีวิต 

สำหรับบางคน ความสุขอย่างหนึ่งในชีวิตคือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการนินทาคน

ผลกระทบการซุบซิบนินทานั้นเป็นภัยต่อคริสตจักรมากมายหลายอย่าง เช่น

 

    • ส่งผลให้เราทำบาปต่อพระเจ้าและต่อคนที่เรานินทา

    • สร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์

    • เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกในคริสตจักร

    • สร้างความแตกแยกในคริสตจักร เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ถ้ามองจากมุมนี้ การซุบซิบนินทาไม่ส่งผลดีหรือประโยชน์ต่อใครเลย เว้นแต่นำมาซึ่งความสะใจของคนนินทา

การซุบซิบนินทาไม่ส่งผลดีหรือประโยชน์ต่อใครเลย เว้นแต่นำมาซึ่งความสะใจของคนนินทา

แต่เหตุผลหลักที่ผมพูดถึงไม่ใช่เพื่อโจมตี/ด้อยค่าคนที่ชอบนินทา แต่แค่อยากจะชี้ให้เห็นว่าการซุบซิบนินทาเป็นภัยต่อคริสตจักร

แต่ถามว่า แล้วการซุบซิบนินทาคืออะไร? เราจะให้คำนิยามว่าอะไร? 

แม้อาจจะมีคำนิยามดีๆ หลายอย่าง แต่ว่าคำนิยามหนึ่งที่ผมได้อ่านเจอและชอบก็คือของดร. เจอรี่ บริดจ์ ที่บอกว่า “การนินทาคือการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ดีเกี่ยวกับบุคคลอื่น แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม” 

ส่วนดร.เคนต์ ฮิวส์ กล่าวไว้คล้ายกันแต่ในคนละมุมว่า “การนินทาคือการที่เราพูดถึงใครบางคนอย่างลับหลังในสิ่งที่เราจะไม่มีวันพูดต่อหน้าเขา และมักจะเริ่มต้นด้วยประโยคเช่น “คุณรู้หรือเปล่าว่า…”“มีคนเล่าให้ฟังว่า…” “รู้แล้วเหยียบไว้นะ แต่ได้ข่าวว่า…” “ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่ได้ยินมาว่า…”

จากคำนิยามดังกล่าวทั้ง 2 อันนี้ จะเห็นได้ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวัง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะตกอยู่ในวังวนของการนินทา และเผลอทำบาปต่อพระเจ้าและพี่น้องคริสเตียนกันอย่่างไม่รู้ตัว

ถ้าเราไม่ระมัดระวัง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะตกอยู่ในวังวนของการนินทา และเผลอทำบาปต่อพระเจ้าและพี่น้องคริสเตียนกันอย่่างไม่รู้ตัว

มีพระคัมภีร์หลายๆ ข้อที่พูดถึงการซุบซิบนินทา เช่น 

 

    • โรม 1:29 “พวกเขาเต็มด้วยการอธรรมทุกชนิด ความชั่วร้าย ความโลภ ความมุ่งร้าย ความอิจฉาริษยา การฆ่าฟัน การวิวาท การหลอกลวง การคิดร้าย พูดนินทา”

    • เลวีนิติ 19:16 “ห้ามเทียวขึ้นเทียวล่องคอยส่อเสียดท่ามกลางชนชาติของตน…”

    • สุภาษิต 11:12-13 “ คนที่ดูหมิ่นเพื่อนบ้านของตนย่อมไม่มีสามัญสำนึก แต่คนที่มีความเข้าใจก็นิ่งเงียบ คนที่เที่ยวซุบซิบก็เผยความลับ แต่คนที่ไว้วางใจได้ย่อมปิดเรื่องไว้ได้”

    • สุภาษิต 16:28 “คนตลบตะแลงแพร่การวิวาท และผู้ซุบซิบนินทาก็แยกเพื่อนสนิทออกจากกัน”

    • สุภาษิต 20:19 คนที่เที่ยวซุบซิบย่อมเผยความลับ ฉะนั้นอย่าเข้าสังคมกับคนปากบอน” เป็นต้น

แต่คำถามที่สำคัญก็คือ เราจะตอบสนองอย่างไรโดยไม่ทำบาปโดยการนินทาเมื่อเรารู้หรือได้ยินสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับผู้อื่น? 

คำตอบที่ฟังดูจำเจแต่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือยาที่ป้องกันและรักษาการนินทาได้ดีที่สุดคือการไปทูลให้พระเจ้าทราบผ่านทางการอธิษฐาน 

ยาที่ป้องกันและรักษาการนินทาได้ดีที่สุดคือการไปทูลให้พระเจ้าทราบผ่านทางการอธิษฐาน” 

ดร. เจอรรี่ บริดจ์ บอกว่า “ถ้าเรารู้บางสิ่งอย่างที่ไม่ดีเกี่ยวกับบางคน เราควรอธิษฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และไม่ควรจะเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว” 

อีกคำถามหนึ่งที่ดร.บริดจ์หนุนใจให้เราถามตนเองก่อนที่จะพูดสิ่งใดออกไปก็คือ “สิ่งที่เรากำลังจะพูดนั้นจะช่วยเสริมสร้างหรือทำลายคนที่เราจะพูดถึงหรือเปล่า?”  ซึ่งเป็นคำแนะนำที่เต็มไปด้วยสติปัญญา และสอดคล้องกับเอเฟซัส 4:29 ที่เขียนไว้ว่า “อย่าให้คำเลวร้ายออกจากปากของท่านทั้งหลาย แต่จงกล่าวคำดีๆ ที่เสริมสร้างและที่เหมาะกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยิน” 

คนที่ได้รับข้อมูลมาก็ต้องไม่เป็น “คนหูเบา” ที่เชื่อไปหมดเสียทุกอย่าง เพื่อที่เราจะไม่เป็นเหยื่อของเรานินทา ยิ่งถ้าคนที่ “หูเบา” และนำไปนินทาต่อเป็นผู้นำคริสตจักรเสียงเอง ความเสียหายก็จะยิ่งทวีมากขึ้น พระคัมภีร์บอกว่าคนแรกที่พูดนั้นฟังดูเหมือนเป็นฝ่ายถูก จนกระทั่งเราได้ฟังความอีกข้างหนึ่ง(สุภาษิต 18:17)

เวลาเราได้ยินคำนินทาอะไรมา คำถามอื่นๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์ก็เช่น คนที่มานินทาเป็นใคร มีความเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน มีน้ำเสียงหรือท่าทีแบบใด มานินทาเพื่อวัตถุประสงค์ใด(เพื่อเสริมสร้างหรือทำลาย) เขาได้พูดคุยกับคนที่เขานินทาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหรือยัง คนที่ถูกนินทาเป็นใคร เป็นต้น 

ลองสำรวจดูว่า วันนี้ท่านนินทาใครอยู่หรือไม่? มีใครมานินทากับท่านให้ฟังหรือไม่? แล้วท่านตอบอย่างไร? เป็นการนำไปทูลต่อพระเจ้าหรือไปเล่าให้คนอื่นฟังต่อ?

ถ้าหากท่านกำลังอยู่ในความบาปของการนินทา และถ้าท่านรักพระเจ้าและคริสตจักรจริง ท่านต้องหยุดทันที!

“การนินทาคือการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ดีเกี่ยวกับบุคคลอื่น แม้ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม” 

 

7.คนที่ไม่รักและสนับสนุนผู้นำคริสตจักร

ต้องขอชี้แจง 2 ประการก่อนที่เราจะมาดูประเด็นสุดท้ายนี้กัน ทั้งนี้ เพื่อกันความเข้าใจผิด

ประการแรก เราไม่ได้พูดถึงการสนับสนุนผู้นำคริสตจักรอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่าเขาเป็นคนอย่างไรก็ตาม แต่เราพูดถึงการสนับสนุนผู้นำที่มีคุณสมบัติตามพระคัมภีร์(เช่น 1 ทิโมธี 3:1-7 และ ทิตัส 1:6-9) เพราะว่าผู้นำคริสตจักรที่ไม่ดีก็สามารถนำหายนะมาสู่คริสตจักรได้มากมายเหมือนกัน

ประการที่สอง เราไม่ได้พูดถึงการสนับสนุนผู้นำคริสตจักรในลักษณะที่สมาชิกไม่มีสิทธิ์ที่จะตำหนิ ท้วงติง หรือตรวจสอบผู้นำของตน เพราะผู้นำคริสตจักรก็ต้องเติบโตและเดินในทางของพระเจ้าเหมือนกับคริสเตียนทุกๆ คน 

“ผู้นำคริสตจักรก็ต้องเติบโตและเดินในทางของพระเจ้าเหมือนกับคริสเตียนทุกๆ คน”

แต่ประเด็นนี้เราหมายถึงคุณลักษณะของคนที่ไม่มีความรัก ไม่มีความห่วงใย และไม่สนับสนุนผู้นำในคริสตจักรของตน

อาจจะเกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบ เช่น 

 

    • ไม่ให้เกียรติหรือเคารพผู้นำของตน ไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด หรือการกระทำอื่นๆ

    • มีอคติต่อผู้นำของตน

    • จับผิดและเข้มงวดกวดขันกับผู้นำของตนไปเสียทุกเรื่อง

    • นินทา/ใส่ร้ายผู้นำของตนต่อคนในคริสตจักรหรือต่อคนอื่นๆ แต่ไม่คุยกับผู้นำเป็นการส่วนตัว

    • ไม่ได้ทำอะไรเพื่อหนุนใจผู้นำของตน ไม่ว่าจะเป็นคำชม คำขอบคุณ

    • ไม่ช่วยสนับสนุนหรือช่วยเหลืองานรับใช้ แต่ต่อต้านแนวทางของผู้นำ

    • ไม่อธิษฐานเผื่อผู้นำของตน

    • พยายามสร้างความแตกแยกและแบ่งพรรคแบ่งพวกในหมู่สมาชิก เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ ไม่ได้เสริมสร้างหรือเป็นประโยชนต่อใครเลย มิหนำซ้ำ มารซาตานสามารถใช้อคติที่เรามีต่อผู้นำทำลายความเป็นพี่น้องในพระคริสต์และความเป็นหนึ่งเดียวกันในคริสตจักร 

“มารซาตานสามารถใช้อคติที่เรามีต่อผู้นำทำลายความเป็นพี่น้องในพระคริสต์และความเป็นหนึ่งเดียวกันในคริสตจักร”

ถ้าหากประการต่างๆ ที่ได้พูดถึงไปข้างต้นเกิดขึ้นกับท่าน มีทางออกอยู่หลายทาง เช่น

1. อธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงนำจิตใจของท่าน

2. กลับใจและเดินหน้าต่อไป

3. นั่งพูดคุยกับผู้นำของตนถึงสิ่งที่กวนใจท่าน

4.ย้ายไปนมัสการและรับใช้กับผู้นำคนอื่น(หลังจากเคลียร์ใจกันทุกอย่างเรียบร้อย ไม่แนะนำให้ไปในขนาดที่ยังโกรธอยู่)

เพราะเราต้องไม่ลืมว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกและแต่งตั้งให้ศิษยาภิบาลได้นำพาคริสตจักร

เวลาเราไม่ให้เกียรติคนที่พระเจ้าทรงนำพาให้มาเป็นผู้นำของท่าน

ในมุมหนึ่งก็เหมือนกับเราไม่ให้เกียรติการทรงเรียกของพระองค์

พระคัมภีร์จึงมีคำกำชับถึงท่าทีหลายอย่างที่สมาชิกพึงมีต่อผู้นำของตน เช่น

 

    • 1 เธสะโลนิกา 5:12-13  “พี่น้องทั้งหลาย เราขอร้องท่านให้นับถือคนที่ทำงานอยู่ท่ามกลางพวกท่าน และปกครองท่านและตักเตือนท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเคารพและรักเขาให้มากเพราะงานที่เขาได้ทำ จงอยู่อย่างสงบสุขด้วยกัน”

    • 1 ทิโมธี 5:17-19 “จงถือว่าผู้ปกครองทั้งหลายที่ปกครองดีนั้นสมควรได้รับเกียรติเป็นสองเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ปกครองที่ตรากตรำในการเทศนาและสั่งสอน เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า“อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัวขณะที่มันกำลังนวดข้าวอยู่” และ“คนงานก็สมควรจะได้รับค่าจ้างของตน” อย่ายอมรับคำกล่าวหาผู้ปกครองคนไหน เว้นแต่จะมีพยานสองสามคน” เป็นต้น

แน่นอนว่าไม่มีศิษยาภิบาลคนใดสมบูรณ์แบบ และแน่นอนว่าไม่มีผู้นำคนไหนที่จะได้ดั่งใจทุกอย่าง แต่ว่าเราต่างรับใช้ผู้เลี้ยงที่สมบูรณ์แบบคือพระเยซูคริสตเจ้า และพระองค์คือคนที่เราฝากความหวังไว้ ไม่ใช่ศิษยาภิบาล

ศิษยาภิบาลต้องการพี่น้องสมาชิกทุกท่าน 

สมาชิกคริสตจักรก็จำเป็นต้องมีศิษยาภิบาล ต่างฝ่ายต่างขาดกันและกันไม่ได้

 เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรพยายามพยายามอย่างเต็มที่(โดยพระคุณของพระเจ้า) คือการที่ต่างฝ่ายต่างตั้งเป้าจะเป็นพระพรและสนับสนุนซึ่งกันกัน

“ไม่มีศิษยาภิบาลคนใดสมบูรณ์แบบ และแน่นอนว่าไม่มีผู้นำคนไหนที่จะได้ดั่งใจทุกอย่าง แต่ว่าเราต่างรับใช้ผู้เลี้ยงที่สมบูรณ์แบบคือพระเยซูคริสตเจ้า และพระองค์คือคนที่เราฝากความหวังไว้ ไม่ใช่ศิษยาภิบาล”

สรุป

ทั้งหมดนี้คือคุณลักษณะอย่าง 7 อย่างที่ผมคิดว่าเป็นภัยต่อคริสตจักร แน่นอนว่ามีมากกว่านี้ 

แต่หยิบยกมาไตร่ตรองกันเท่านี้ก่อน (เพราะแค่นี้ก็ต้องแบ่งบทความออกเป็น 3 ตอนแล้ว!)

ถ้าหากท่านเป็นคนแบบนี้:

กลับใจจากความบาปและขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ไม่มีความบาปใดที่แย่เกินกว่าที่พระเจ้าจะอภัยไม่ได้ และไม่มีใครแย่เกินกว่าพระคุณของพระองค์! เพียงแต่เราต้องยอมรับและกล้าพอที่จะขอความช่วยเหลือ 

ถ้าหากท่านรู้จักคนแบบนี้:

 

    • รักคนเหล่านี้ 

    • อธิษฐานเผื่อคนเหล่านี้

    • ตักเตือนคนเหล่านี้

    • ช่วยเหลือคนเหล่านี้

    • อดทนกับคนเหล่านี้

เพราะเราต้องไม่ลืมว่าคริสตจักรไม่ใช่ที่สำหรับคนที่สมบูรณ์แบบ แต่คือที่สำหรับคนบาป และพระเยซูเองก็บอกว่าพระองค์ไม่ได้มาเพื่อหาคนดี แต่มาเพื่อหาคนบาปและให้ความช่วยเหลือ( ลูกา 5:32)

คริสตจักรไม่ใช่ที่สำหรับคนที่สมบูรณ์แบบ แต่คือที่สำหรับคนบาป และพระเยซูเองก็บอกว่าพระองค์ไม่ได้มาเพื่อหาคนดี แต่มาเพื่อหาคนบาปและให้ความช่วยเหลือ


Scroll to Top